2011/Dec/04

                สุดท้ายองค์รัชทายาทก็เป็นฝ่ายชนะ แต่แล้วมันกลับไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริงเพราะว่าจิตวิญญาณที่น่ากลัวของราชามังกรกลับสิงสู่อยู่ในร่างของรัชทายาทเพื่อรอวันที่จะยึดครอง แต่ว่าข้าไม่มีวันยอม ข้าไม่มีวันยอมยกรัชทายาทให้ใครเด็ดขาด


                ราชามังกรหรือพูดให้ถูกคือท่านคอฟฟี่ออกคำสั่งให้เหล่าอัศวินค้นหาวงเวทเพื่อสลายจิตวิญญาณของราชามังกร ข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ความจริงต่อให้ท่านคอฟฟี่ไม่สั่งข้าก็ตั้งใจจะออกเดินทางตามหาอยู่แล้ว ข้าออกตามหาวงเวทอย่างบ้าคลั่งไม่ต่างกับคราวที่ตามหารัชทายาทจนพี่ชายนึกว่าข้าเป็นบ้าไปแล้ว

 

                ทว่าคนที่หาวงเวทพบไม่ใช่ข้าแต่เป็นองค์หญิงแลนสกี้กับอัศวินหญิงอีกคนหนึ่ง ข้าทั้งนึกอิจฉาและเสียดายทั้งยังสมเพชที่ตนเองไม่ได้เป็นคนค้นพบวงเวทนั่น ข้าไม่ได้ต้องการความดีความชอบอะไรทั้งนั้น แต่ข้าเจ็บปวดที่ไม่ได้เป็นคนช่วยรัชทายาทด้วยมือของข้าเอง มันทำให้ข้ารู้สึกว่าข้าไม่เคยช่วยอะไรรัชทายาทได้เลย

 

                ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างนี้ทำให้ข้าไม่มีหน้าจะไปยืนอยู่ข้างรัชทายาทได้เลย ในฐานะอัศวินใต้บังคับบัญชาแล้วถือว่าผิดวินัยอย่างมากที่ไม่ไปอยู่เคียงข้างรัชทายาท ข้าที่ไม่มีทั้งความสามารถและความกล้าแกร่งก็เป็นได้เพียงแค่ตัวถ่วงเท่านั้น ข้าไม่อยากเป็นตัวไร้ค่า ดังนั้นแม้จะอยากอยู่ข้างท่านมากแค่ไหนข้าก็ทำไม่ได้ ข้าจะต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ให้ได้

 

                เวลาผ่านไปหลายปีอย่างไม่รู้ตัวฝีมือของข้าสูงขึ้นจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมืออย่างเต็มปากเต็มคำ มันไม่ใช่ความโอ้อวดแต่หากคือความเป็นจริงที่ทำให้ข้าพอใจอย่างที่สุด หัวใจของข้าเกิดอาการลิงโลดเมื่อคิดได้ว่าในวันนี้ข้าจะสามารถกลับมาอยู่เคียงข้างท่านได้แล้ว

 

                ข้ารีบเร่งเดินทางกลับมายังปราสาทเพื่อที่จะมาพบกับท่าน บางทีข้าควรจะได้รับโทษทัณฑ์สำหรับการที่ไม่ได้อยู่รับใช้รัชทายาทแต่ข้าก็ยินดีที่จะรับมันไว้อย่างเต็มใจเพราะว่าหลังจากนั้นในที่สุดข้าก็จะได้อยู่ข้างกายรัชทายาทเสียที รัชทายาทที่โดดเดี่ยวและแสนว้าเหว่คนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างนะ จะยังต้องอยู่เพียงคนเดียวอีกไหมแต่ไม่ต้องห่วงนะข้าจะรีบกลับไปอยู่ข้างกายท่านเดี๋ยวนี้ ใจของข้าเฝ้าแต่คิดเช่นนั้นตลอดการเดินทาง

 

                ทว่าความเป็นจริงนั้นช่างเป็นสิ่งที่โหดร้ายยิ่งนักและมันก็โหดร้ายมากพอที่จะทำให้ข้าแทบจะต้องหลั่งน้ำตา ความเป็นจริงที่ว่าข้าไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไปแล้วและยังเป็นความจริงที่ทรมาณหัวใจข้าที่สุด

 

                วันที่ข้ากลับมาถึงเป็นวันราชาภิเษก ในพิธีราชาภิเษกของท่านข้าทำได้เพียงแค่มองดูอยู่ไกลๆเท่านั้น ข้ามารอก่อนพิธีเริ่มถึงสองชั่วโมงเพียงเพื่อจะจดจำเพียงเสี้ยววินาทีที่ท่านได้แปรเปลี่ยนจากรัชทายาทเป็นราชามังกร เรือนร่างบอบบางของท่านยามอยู่ในอาภรณ์ยาวสีดำสนิทก็ยิ่งทำให้ร่างแลดูเล็กลง ข้าเก็บทุกย่างก้าวบนพรมสีแดงของท่านเอาไว้ไม่คลาดสายตา ข้าจับจ้องเพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่มงกุฏสีเงินอันเลอค่าประดับอยู่บนเส้นผมสีดำสนิท

 

                ข้าอยากที่จะวิ่งออกไปเพื่อแสดงความภักดีแก่ท่านแต่กลับไม่สามารถเร็วไปกว่าอัศวินแห่งแสงสว่างกับอัศวินจอร์โนได้เลย ข้ามองร่างอันสูงสง่าของทั้งสองในชุดสีขาวของอัศวินสายแสงสว่างที่เดินเข้าไปแสดงความเคารพแก่ท่าน ข้ามองเห็นอัศวินแห่งแสงสว่างถวายสัจจะให้กับท่าน อัศวินแห่งแสงสว่างแลนเซล็อตกระทำในสิ่งที่ข้าไม่ได้ทำ

 

 จากนั้นมังกรขาวในร่างมนุษย์ก็วิ่งมากอดท่านตามด้วยท่านคอฟฟี่ที่วิ่งมากอดท่านด้วยอีกคน องค์หญิงแลนสกี้กับสหายเดินมาพูดคุยแสดงความยินดีนอกนั้นยังมีลูกชายนายกอคาเลน เด็กหนุ่มผมสีเขียวกับเด็กสาวผมดำที่ข้าจำได้ว่าเป็นเพื่อนของท่านเดินเข้ามาแสดงความยินดีและข้ามองเห็นท่านยิ้ม....

 

                ท่านกำลังยิ้มอย่างมีความสุขภายใต้โลกอันสว่างสดใส ท่านหัวเราะท่ามกลางเหล่าเพื่อนพ้องและอัศวินที่เก่งกาจ ท่านไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปซึ่งสิ่งเหล่านี้มันทำให้ข้าทั้งยินดีและเจ็บปวดจนแทบร้องไห้เมื่อข้าได้พบว่าสิ่งที่ข้าเฝ้าคิดถึงมาตลอดนั้นแท้จริงแล้วมันไม่ได้มีอยู่อีกต่อไป

 

                รัชทายาทที่ต้องร้องไห้อยู่เพียงลำพังพร้อมกับทนแบกรับความเจ็บปวดไว้มากมายไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ข้ามองเห็นท่านแย้มยิ้มอย่างมีความสุข ดวงตาของท่านไม่ได้เศร้าหมองแล้วหากแต่กำลังทอประกายของความีชีวิตอย่างเต็มที่ มันช่างงดงามอย่างเจ็บปวดจริงๆ

                ข้าช่างเป็นคนที่หลงตัวเองเหลือเกิน ข้าเป็นใคร...ก็แค่อัศวินคนหนึ่งที่ได้สูงส่งไปกว่าใคร เป็นเพียงคนหน้าด้านที่ฉวยโอกาสล่วงเกินท่านยามที่ท่านอ่อนแอถึงขีดสุด เป็นเพียงคนน่าสมเพชที่ไม่เคยปกป้องท่านเอาไว้ได้เลย ข้าก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสำคัญใดๆกับท่านเลย

 

                มิใช่ผองเพื่อนที่ร่วมผ่านความเป็นตายมาด้วยกัน มิใช่อัศวินในตำนานที่แสนเก่งกาจ มิใช่ครอบครัวร่วมสายเลือดเดียวกัน วินาทีนั้นข้าถึงได้ค้นพบว่าข้างกายของท่านนั้นไม่มีที่อยู่สำหรับข้าเลย ข้าควรจะทำเช่นไรดี ข้าอยากอยู่เคียงข้างท่านแต่ข้ากลับไม่มีอะไรสักอย่างนอกจากตัวตนที่เป็นตัวของข้าเอง

 

                “รัชทายาท....”ข้าเผลอพูดคำนี้ออกไปอย่างไม่รู้ตัวด้วยเพราะความที่หวนคิดถึงเรื่องเมื่อหลายปีก่อนและเพราะคำพูดของข้าทำให้ท่านมองตรงมายังที่ซึ่งข้ายืนอยู่

 

                “มอส อีย์”ใบหน้าของท่านฉายแววฉงนสงสัยเหมือนกับจะถามว่าเหตุใดข้าจึงไม่เข้ามาเสียที ข้าจึงเดินเข้าไปหาท่านอย่างช้าๆ เวลาผ่านไปทำให้ท่านเปลี่ยนไปมากเหลือเกินไม่ว่าจะเส้นผมสีดำที่ยาวถึงเอวหรืออาภรณ์ยาวสีดำประดับด้วยสีเงินและดวงตาที่มีแต่ความอบอุ่น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

                “กระหม่อมขออภัยที่กลับมาช้า ฝ่าบาท”พูดจบข้าก็ยกมือขึ้นทุบลงบนอกทำความเคารพตามแบบที่ควรทำ

 

                “ยินดีต้อนรับกลับมานะ มอส อีย์”ถ้อยคำที่ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากท่าน มันทำให้ข้านึกละอายใจมากกว่าดีใจเพราะมันเหมือนคำตำหนิที่ข้าไม่ได้อยู่กับท่านดังที่ควรอยู่

 

                “ต่อจากนี้นายจะอยู่ที่อาณาจักรดราคอนใช่ไหม”

 

                “พะยะค่ะ ฝ่าบาท”ข้าจำต้องตอบเช่นนั้นเพราะอย่างไรข้าก็ยังเป็นอัศวินใต้บังคับบัญชาของพระองค์ ข้าไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองดีใจรึเปล่าที่สามารถใช้ข้ออ้างนี้อยู่ข้างท่าน แต่เพราะว่าไม่ได้พบท่านมาหลายปีทำให้ข้ายากจะทำใจไปจากข้างกายท่าน

 

                “ฉันดีใจนะที่นายพูดแบบนั้น”แล้วราชามังกรก็ยิ้ม ยิ่งมองรอยยิ้มของท่านข้าก็ยิ่งเจ็บปวดเพราะนอกจากคนที่ข้าต้องการจะปกป้องจะหายไปแล้วกระทั่งรัชทายาทที่เคยอยู่ในอ้อมกอดของข้าก็ยังหายไป บางทีท่านคงจะจำเรื่องในวันนั้นไม่ได้และเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะไม่พูดถึงมันเช่นกัน

 

                เพราะว่าท่านคงอยากจะลืมใช่ไหม....


                ถ้าหากนั่นเป็นความปรารถนาของท่าน แม้ว่าข้าจะไม่มีวันลืมแต่ก็จะไม่พูดถึงมันอีกเช่นกัน


                “การประมูลการกุศลงั้นเหรอ”หลังได้ฟังคำพูดของเสนาบดีการคลังจบราชาจันทร์สีเงินก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อราวกับกำลังฝันอยู่ แต่ก็ไม่แปลกเพราะขนาดข้ายังรู้เลยว่าเสนาบดีการคลังของเรายอมตายแต่ไม่ยอมเสียทรัพย์ให้ใคร แต่อยู่ดีๆทำไมถึงได้เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?


                “ช่าย ไหนๆพ่อนายก็อยากจะถูกประมูลอยู่แล้วนี่ถือโอกาสเติมเงินเข้าพระคลังด้วยเลยทีเดียวเป็นไง แถมยังได้ทำบุญด้วยนะ!”ราชาจันทร์สีเงินขมวดคิ้วเมื่อฟังจบ สีหน้าแลดูเคร่งเครียดเหมือนเพิ่งรู้ว่าอีก 5 นาทีจะมีกบฏวิ่งเข้ามายึดอำนาจไม่มีผิด ราชาจันทร์สีเงินกอดอกนิ่งคิดแล้วคิดอีกแบบที่ข้าคาดว่าคงคิดไปแล้วหลายตลบก่อนจะพยักหน้าตกลง

 

                “เยี่ยม! เออจริงสิฉันลืมบอกไปนายก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกประมูลด้วยนะ”

 

                เคร้ง.....

 

                ข้าเหลือบมองไปตามเสียงพบว่าซิลเวอร์ไลท์อาวุธประจำกายของราชาจันทร์สีเงินถึงกับตกพื้นเพราะคำพูดที่เหมือนหมัดน็อคของเสนาบดีการคลัง แต่คำพูดเหลวไหลแบบนี้เป็นใครก็ต้องตกใจอยู่แล้วและไม่รอให้ราชามังกรได้ทักท้วงเสนาบดีการคลังก็วิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

 

                ราชาจันทร์สีเงินถึงกับขมวดคิ้วเหมือนหวาดวิตกสุดขีด บางทีต่อให้มีกบฏมาบุกยึดอาณาจักรดราคอรจริงข้าว่าราชาจันทร์สีเงินคงยังไม่หวั่นวิตกเท่านี้เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไรดีข้าจึงยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆเช่นเดิม

 

                “เฮ้อ...”เสียงถอนหายใจยาวเหมือนกับคนคิดไม่ตกดังขึ้นแล้วจากนั้นตราประทับก็ถูกวางลงบนโต๊ะ ปากกาขนนกถูกส่งกลับไปอยู่ในขวดหมึกแล้วราชาจันทร์สีเงินก็ออกคำสั่งกับข้าสั้นๆว่า

 

                “มอส อีย์ นายให้คนมาเอาเอกสารที่โต๊ะของฉันทั้งหมดไปวางไว้ที่โต๊ะของเสนาบดีการคลังซะ”

 

                “............พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”บางทีหลังจากนี้ข้าคงต้องไปเอาที่อุดหูมาใส่เพื่อป้องกันเสียงกรีดร้องของเสนาบดีการคลังเสียแล้วเพราะข้ายังไม่อยากเป็นคนพิการหูหนวก

 

                หลังสั่งงานหรือเรียกแบบไม่ค่อยดีว่าโยนงานให้คนอื่นทำเสร็จราชาจันทร์สีเงินก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานทันทีด้วยสีหน้านิ่งเฉย....ไม่สิ ข้าคงคิดไปเองใช่มั้ยว่าเหมือนแววตาของราชาจันทร์สีเงินแลดูสบายใจที่ได้เอางานให้คนอื่นทำมาก....นั่นข้าคิดไปเองใช่มั้ย....

 

                ราชาจันทร์สีเงินเดินไปอย่างช้าๆ ทุกก้าวเดินของท่านยังคงเท่ากันเสมอไม่มีขาดไม่มีเกินแม้แต่ครึ่งเซน เพราะท่านไม่ได้บอกว่าจะไปที่ไหนและการถามก็ไม่ใช่หน้าที่ของอัศวินใต้บังคับบัญชาข้าจึงได้แต่เดินตามไปเงียบๆ ระหว่างทางข้าไปพบกับอัศวินมากมายที่เดินสวนมา แน่นอนว่าทุกคนจะต้องหยุดยืนและทำความเคารพหลีกทางให้ราชามังกรเดินผ่านไปก่อน ข้าสังเกตเห็นแววตาของอัศวินที่มองมาได้อย่างชัดเจน แววตาที่มองข้ามีตั้งแต่ความชื่นชมจนกระทั่งอิจฉาริษยา

 

                มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เพราะจนกระทั่งบัดนี้นอกจากอัศวินในตำนานอย่างอัศวินแห่งแสงสว่างกับอัศวินแห่งความมืดแล้วก็มีข้ากับจอร์โนอีกคนเท่านั้นที่เป็นอัศวินใต้บังคับบัญชาของราชาจันทร์สีเงิน จริงอยู่ที่อัศวินทั้งอาณาจักรดราคอนจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของราชาจันทร์สีเงินแต่ข้ากับจอร์โนถือเป็นอัศวินของราชาจันทร์สีเงินเป็นอัศวินที่ฟังคำสั่งของราชาจันทร์สีเงินเท่านั้นและยังเป็นอัศวินที่ใกล้ชิดราชาจันทร์สีเงินที่สุด

 

                แต่ว่านอกจากนี้แล้วสิ่งที่จะมีก็คงเป็นความเกลียดชังและดูถูกเพราะอย่างไรเสียตอนที่เกิดศึกชิงบัลลังก์ข้าก็เป็นคนที่เข้าต่อสู้กับรัชทายาทและถึงกับทำให้รัชทายาทต้องขอยอมแพ้ เรื่องที่บอกว่าถูกสะกดจิตไม่สามารถใช้เป็นคำแก้ตัวได้แล้วยังเรื่องที่ข้าออกไปฝึกฝนต่อสู้ทำให้ไม่ได้อยู่ข้างกายรัชทายาทหลายปีจนกระทั่งรัชทายาทกลายเป็นราชาจันทร์สีเงินข้าถึงได้กลับมารับตำแหน่งอัศวินใต้บังคับบัญชา ในสายตาของคนนอกแล้วข้าคงเป็นคนหน้าด้าน เหมือนนกสองหัว

 

                แน่นอนว่าข้าไม่เคยสนใจหรอกว่าตัวข้าจะถูกมองเช่นไร ข้าไม่ได้อยู่ตรงนี้เพื่อให้ใครชื่นชมแต่ข้าอยู่ก็เพราะต้องการจะอยู่เคียงข้างคนสำคัญของข้า ดังนั้นข้าจึงสามารถทำเป็นนิ่งเฉยต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความมาดร้ายเหล่านั้นได้

 

                หลังเดินไปได้ครู่หนึ่งข้าก็ได้กลิ่นของธรรมชาติ กลิ่นของต้นไม้ใบหญ้าที่ชวนให้สดชื่นซึ่งทำให้ข้าพบว่าราชาจันทร์สีเงินมาที่อุทยานนั่นเอง อุทยานแห่งนี้นับเป็นสถานที่ซึ่งราชาจันทร์สีเงินชอบมาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจและอีกสาเหตุสำคัญข้อหนึ่งก็คือ...การมาเยี่ยมท่านมอคค่ากับราชินีอิซานน่า

 

                เบื้องหน้าคือหลุมศพของผู้สูงศักดิ์ทั้งสองที่ล่วงลับไปแล้ว ข้าทำความเคารพให้กับป้ายหลุมศพนั้นส่วนราชาจันทร์สีเงินก็คุกเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่งเพื่อที่จะยื่นมือไปลูบไล้ลงบนป้ายหลุมศพของท่านมอคค่า

                “สวัสดี พี่ชายใหญ่”ฝ่าบาทเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสดชื่นและเริ่มต้นพูดคุยเล็กๆน้อยๆเหมือนกับทุกครั้ง เพราะว่าเดิมทีราชาจันทร์สีเงินเป็นคนพูดน้อยทำให้บทสนทนามีไม่มากนักแต่น้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความสุขแบบที่ทำให้คนฟังรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย

 

                แต่ว่าทุกครั้งที่มาที่นี่ข้าก็มักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าหากท่านมอคค่ายังมีชีวิตอยู่ก็คงดีเพราะถ้าเป็นเช่นนั้นราชาจันทร์สีเงินคงจะมีความสุขมากกว่านี้

 

                “มอส อีย์ นายคิดอะไรอยู่งั้นเหรอ”เสียงของราชาจันทร์สีเงินทำให้ข้าได้สติและรู้สึกตัวว่าข้าเผลอใจลอยซึ่งเรื่องนี้ทำให้ข้าอดนึกตำหนิตนเองไม่ได้

 

                “ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”ข้าตอบกลับไปแต่ฝ่าบาทกลับคิ้วขมวดเหมือนไม่เข้าใจ

 

                “ถ้างั้นทำไมนายถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ นายทำหน้าเหมือน..อยากร้องไห้....”

 

                ร้องไห้? ข้าน่ะเหรอที่ทำหน้าแบบนั้น พอได้ฟังคำพูดของราชาจันทร์สีเงินข้าก็ถึงกับยกมือขึ้นลูบแก้มของตัวเองก่อนจะโล่งอกที่ไม่พบความเปียกชื้นเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะข้าจะทำให้ฝ่าบาทเป็นห่วงไม่ได้

 

                “กระหม่อมมีเรื่องให้คิดนิดหน่อย ขออภัยที่ทำให้ฝ่าบาททรงเป็นห่วง”ในเวลานี้ข้าควรจะยิ้มเพื่อทำให้ฝ่าบาทสบายใจแต่ข้ากลับยิ้มไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

                “นายกำลังคิดเรื่องของฉันรึเปล่า”คำถามนั้นทำให้ข้าตกใจจริงๆเพราะข้าไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดราชาจันทร์สีเงินถึงได้ถามแบบนั้นแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ตาม อัศวินต้องไม่โกหกแต่ข้าก็ไม่อยากตอบคำถามจึงได้แต่เงียบ

 

                เสียงของสายลมพัดดังบาดหูเหมือนจะเร่งเร้าขอคำตอบจากข้า ตัวข้าไม่สามารถขยับได้เลยราวกับถูกตรึงเอาไว้ด้วยดวงตาสีเงินคู่นั้น ได้โปรดอย่ามองข้าด้วยสีหน้าที่เหมือนกำลังไม่สบายใจแบบนั้น ได้โปรดอย่ามองข้าด้วยแววตาที่เจือด้วยความเศร้าแบบนั้น เพราะมัน...จะทำให้ข้าคิดถึงรัชทายาทขึ้นมา....

 

                ไวยิ่งกว่าที่สติใดๆที่ทันได้เอ่ยห้ามเมื่อข้าได้คว้าเอาร่างของราชาจันทร์สีเงินเข้ามาในอ้อมกอด กลิ่นอายอันแสนคิดถึงลอยเข้าจมูกจนทำให้ข้าถึงกลับหลงละเมอว่าตนเองได้ย้อนกลับไปยังวันนั้นเมื่อหลายปีก่อน ความรู้สึกอันแสนโหยหากำลังเข้าครอบงำตัวข้าจนไม่อาจทนไหว

 

                ข้าคลายอ้อมกอดออกเล็กน้อยก็เพื่อที่จะก้มลงจูบท่าน เป็นจูบที่ยาวนาน ทั้งที่เป็นเพียงการสัมผัสริมฝีปากเท่านั้นเพราะฝ่าบาทไม่ได้ทั้งตอบรับหรือปฏิเสธมีแต่เพียงความนิ่งเฉยที่เหมือนกับไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตัวเอง เมื่อไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธข้าจึงได้ยอมถอนริมฝีปากออก

 

                “มอส อีย์....”เสียกเรียกชื่อของข้า....ช่างเหมือนและต่างกับเสียงที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยวเหงาของท่านในตอนนั้นเหลือเกิน...

 

                “รัชทายาท....”ข้าเอ่ยเรียกด้วยความคิดถึงเหลือประมาณ ข้าไม่อาจทนหลอกตัวเองได้ตลอดจริงๆว่าข้าไม่เคยคิดถึงท่านเลย เพราะต่อให้อยู่ข้างกายท่านทุกวันแต่ข้าก็ยังคงเอาแต่เรียกหารัชทายาทจันทร์สีเงินซึ่งไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว แต่ว่าคนที่ข้าสวมกอดอยู่นี้ไม่ใช่รัชทายาทแต่เป็นราชาจันทร์สีเงิน เมื่อได้สติข้าจึงรีบปล่อยมือออกจากตัวท่านอย่างรวดเร็วด้วยรู้ตัวว่าได้ทำเรื่องเสียมารยาทที่ถึงขั้นโดนตัดคอเข้าเสียแล้ว

 

                “ขอประทานอภัยฝ่าบาท ข้าคงไม่สบายจนสติเลอะเลือนถึงได้ล่วงเกินท่านเช่นนี้”คงเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวสีหน้าของท่านจึงดูเต็มไปด้วยความงุนงง ฝ่าบาทส่ายหน้าช้าๆเหมือนจะบอกว่าไม่ถือสา

 

                “ถ้าเอย่างงั้น ฉันจะให้นายหยุดพักรักษาตัวดีไหม”สีหน้าของฝ่าบาทเจือด้วยความเป็นห่วงจนข้าต้องละอายใจที่ไม่อาจหักห้ามใจมิให้ล่วงเกกินบุคคลสูงศักดิ์ตรงหน้าของข้าได้ บางทีข้าคงต้องการเวลาที่จะตั้งสติให้มากกว่านี้ข้าจึงตอบรับคำของท่าน

 

                “เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง ฝ่าบาท”และข้าก็ยังคงขี้ขลาดเฉกเช่นเดิมที่เลือกจะหนีจากความเป็นจริง

 

-TBC-

 

ดราม่ามั้ยล่ะ วะฮ่าๆๆๆๆ

มอสๆดราม่ามากมายจนไม่น่าเชื่อว่าในออริจะเป็นแค่ตัวประกอบ/Orz....

ตอนนี้ลีลีน้อยแลดูซื๊อซื่อ โดนขโมยจูบแล้วนะนั่น!(หรือเพราะในออริโดนไปสองทีแล้วเลยเฉยๆ?)

edit @ 4 Dec 2011 10:38:57 by firay

Comment

Comment:

Tweet


ทำไมถึงคิดว่าตอนนี้แอบน่ารักก็ไม่รู้ล่ะ! (ฮา) ชอบตอนโยนงานให้ไคซ์จังค่ะ ...เป็นการเอาคืนที่สมเป็นลีลีน้อยจริงๆ กร๊ากกกกกก

มันจะดราม่าก็เพราะนายมัวแต่กดขี่(?)ตัวเองนั่นแหละเจ้ามอส!! ไม่ล่ายหลั่งใจเล้ยยยยยย

เดี๋ยวปั๊ดให้ไคซ์สวมตำแหน่งพระเอกแทนซะเลย //โดนโบก

แล้วตกลงลีลีน้อยจำเรื่องคืนนั้นได้มั้ยคะเนี่ย อ่านแล้วไม่รู้เลยว่าลีลีน้อยคิดอะไรอยู่ (เอ๊ะ? หรือไม่คิดอะไรอยู่ในสมองอยู่แล้ว -__-? ตามประสาลีลีน้อยสินะ...)

เริ่มระทึกว่าเรื่องนี้จะจบยังไง...เมื่อไหร่เจ้ามอสจะเลิกปากแข็งซะที...

>___< รออ่านตอนต่อไปนะฮ๊าฟฟฟฟ

ปล. ขอบคุณที่ส่งลิงก์มาให้ค่ะ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เฝ้าบอร์ด เลยตามกระทู้ไม่ทันเลย
#1 by melody in the world of the tale At 2011-12-04 22:50,