2011/Nov/25

อนึ่งฟิคนี้ถือกำเนิดจากอารมณ์ชั่ววูบเพราะงั้นใครไม่ชอบคุ่นี้โปรดอย่าตบคนเขียนนะคะ
 
ฟิคเรื่องนี้จะแบ่งเป็นหลายพาร์ทนะคะ ขอให้อ่านให้สนุกค่ะ^ ^
 

Your Side…

Pairing : มอสลี

                ชื่อของข้าคือ มอส อีย์ อัศวินแถบเงินแห่งอาณาจักรดราคอนและในตอนนี้คืออัศวินใต้บังคับบัญชาขององค์รัชทายาทจันทร์สีเงิน เพราะฉะนั้นข้าจึงมีหน้าที่ติดตามและปกป้ององค์รัชทายาท ในวันนี้ข้าก็ยังคงติดตามองค์รัชทายาท


                ท้องฟ้าในวันนี้ยังคงเป็นสีฟ้าเหมือนเดิม หากแต่กลับมีสายฝนกระหน่ำลงมาไม่หยุด สายฝนสีแดงที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว สายฝนแห่งเลือดที่มาจากร่างของเหล่ามังกรซึ่งถูกผ่าร่างออกเป็นหลายส่วนด้วยฝีมือขององค์รัชทายาทผู้เก่งกาจ แม้ข้าจะรู้ดีว่าฝีมือขององค์รัชทายาทนั้นการไล่ฆ่ามังกรนับพันไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงเลยแม้แต่นิดเดียว หากทว่าข้ากลับไม่อาจละสายตาไปจากร่างนั้นได้เลย

                ข้าได้ยินเสียงที่ราวกับเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด เสียงที่เจ็บปวดราวขาดใจ ฟังดูเหมือนกับกำลังร้องไห้....ไม่สิเจ้าของเสียงนั้นกำลังร้องไห้อยู่จริงๆเพราะดวงตาสีเงินคู่นั้นกำลังหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด ทุกครั้งที่ฟาดฟันดาบออกไป ทุกเพลงดาบนั้นดูราวกับว่าเจ้าของมันกำลังคร่าชีวิตผู้เป็นที่รักอยู่ไม่มีผิด วิถีดาบที่มั่นคงเสมอมาในยามนี้ดูไม่ต่างกับเด็กตัวเล็กๆที่กำลังอาละวาดทำลายของเล่นเพราะโดนรังแก

                และนี่คือ องค์รัชทายาทจันทร์สีเงินที่เขาเชื่อว่าตลอดว่าแข็งแกร่งยิ่งกว่าใคร....

                “องค์รัชทายาท”ข้าเอ่ยเรียกยามที่ฝนสีเลือดหยุดโปรยปราย ร่างอันเพรียวบางยืนอยู่ท่ามกลางกองเศษเนื้อเท่าภูเขา ทั่วร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีคล้ำ ดวงหน้าที่หันกลับมาอย่างช้าๆนั้นเองก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยเลือดจนบดบังใบหน้าขาวนวลไปเกินครึ่ง

                “มอส...อีย์....”องค์รัชทายาทเอ่ยออกมาเพียงแค่นั้นแล้วก็เงียบ เขามองข้าราวกับจะถามว่าควรจะทำอย่างไรดี หลังจากที่มองกันอยู่ครู่หนึ่งข้าจึงถอดเสื้อคลุมสีดำของข้าออกและคลุมลงบนสองบ่าอันบอบบาง ดวงตาสีเงินคู่นั้นมองข้านิ่งเฉยทั้งไม่ได้ยอมรับและไม่ได้ปฏิเสธ ทำเพียงมองการกระทำที่เหมือนกับจะล่วงเกินของข้าเงียบๆเฉกเช่นปกติ

                “กลับกันเถอะ องค์รัชทายาท”ในที่สุดข้าก็เป็นคนตัดสินใจ อยู่ที่นี่ไปก็ไม่ได้อะไร มีแต่ซากศพไม่น่าดูแม้ว่าข้าจะไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาอะไรแต่การต้องมาอยู่ท่ามกลางศพมากมายเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยแม้แต่น้อย ข้ายืนนิ่งเพื่อที่จะรอเพราะการเดินนำหน้าเจ้านายไม่ใช่เรื่องที่อัศวินพึงกระทำ องค์รัชทายาทยืนอยู่นิ่งๆเหมือนเดิมไม่ขยับ ข้าเองก็อดทนรอจนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งองค์รัชทายาทก็กระชับผ้าคลุมสีดำของข้าแน่นแล้วออกเดินไป

                องค์รัชทายาท ท่านไม่ได้ร้องไห้แล้วใช่ไหม......


                ข้าสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ทำเพียงแต่เดินตามไปเรื่อยๆ มองแผ่นหลังบอบบางกว่าตัวเองที่ยืดตรงสง่างามแบบที่อัศวินพึงมี ทว่าข้ากลับไม่รู้สึกถึงความสง่างามเลย ข้ารู้สึกได้ว่ามันมีแต่เพียงความมืดมนและว้าเหว่ แล้วนั่นก็ทำให้ข้ารู้สึกสงสัยในตัวเองอย่างยิ่ง ข้ารู้ตัวดีว่าข้าไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาและคงไม่ใช่มนุษย์ที่ดีเท่าไรนักข้าจึงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมข้าถึงต้องรู้สึกสนใจและเป็นห่วงในตัวรัชทายาทมากขนาดนี้

                เพราะหน้าที่? เพราะความภักดี? ไม่มีสิ่งใดที่เป็นคำตอบที่ข้าต้องการเลย ข้าเอาแต่คิดเช่นนั้นตลอดจนกระทั่งมาถึงยังห้องพักองค์รัชทายาทและพบว่าพี่ชายของข้ากับเฟลอร์ได้มารออยู่ก่อนด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักและข้าก็รู้ดีว่าเพราะอะไร

                “องค์รัชทายาทเพคะ”เฟลอร์พูดด้วยเสียงที่นอบน้อมจนไม่สามารถนอบน้อมไปมากกว่านี้ได้ คงเพราะรู้ความผิดของตัวเองดีที่เอาแต่สู้จนปล่อยให้รัชทายาทถูกทำร้าย ข้ามองด้วยความอยากรู้ว่าองค์รัชทายาทจะทำอย่างไร เวลาผ่านไปไม่กี่นาทีองค์รัชทายาทก็เดินจากไปโดยไม่สนใจแม้แต่จะชายตามองแบบที่ข้าคิดเอาไว้ พอพี่กับเฟลอร์เห็นดังนั้นก็ทำท่าจะเดินตาม

                “ไม่ต้องตามข้ามา!”เสียงตวาดอันไม่คุ้นชินมาจากน้ำเสียงที่แทบจะไม่คุ้นเคยพอกัน เพราะอย่าว่าแต่ตวาดเลยน้อยครั้งด้วยซ้ำที่คนตรงหน้าจะพูดออกมาให้ได้ยิน

                “พวกเจ้าไปให้พ้น!”รัชทายาทตวาดอีกครั้ง เฟลอร์ถึงกับหน้าเสียส่วนพี่ก็ทำหน้าเหมือนว่าหัวตัวเองจะหลุดจากบ่าในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า เมื่อเฟลอร์กับพี่หยุดองค์รัชทายาทก็ออกเดินอีกครั้ง ข้ายืนนิ่งทำตามรับสั่งที่บอกไม่ให้ตามแต่ใครจะรู้ล่ะว่ามันกลับไม่ใช่อย่างที่ข้าเข้าใจ

                “มอส อีย์ แค่เจ้าเท่านั้น ตามมา”ทรงรับสั่งสั้นๆแล้วออกเดินเพราะรู้ดีว่าอัศวินใต้บังคับบัญชาไม่มีวันปฏิเสธ ข้าจึงออกเดินตามหลังไปอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก

                ห้องพักของรัชทายาทเป็นแบบเรียบง่ายทั้งเพราะว่าเป็นที่พักชั่วคราวและเพราะนิสัยส่วนตัว ในห้องมีเพียงของจำเป็นอย่างพวกโต๊ะ เก้าอี้ ตู้สื้อผ้าและเตียงกับของใช้เล็กๆน้อยๆเท่านั้น เมื่อเข้ามาในห้ององค์รัชทายาทก็นิ่งไปเหมือนเดิมซึ่งข้าก็เคยชินเสียแล้วกับความนิ่งเงียบจนเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์นี้

                บรรยากาศระหว่างข้ากับองค์รัชทายาทมีเพียงความเงียบอย่างที่ควรเป็นสำหรับคนไม่ค่อยพูดสองคน องค์รัชทายาทนั่งลงบนเตียงโดยไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าทำให้เตียงเปรอะไปด้วยเลือดแต่ดูเหมือนเจ้าของมันจะไม่นึกสนใจ ข้ายังคงยืนอยู่เคียงข้างเพื่อรอคำสั่งตามเช่นเดิม

                “ทำไมเจ้าไม่พูด”และแล้วทรงก็เป็นฝ่ายเปิดสนทนาออกเป็นครั้งแรกด้วยคำถาม

                “เรื่องอะไรเหรอครับ”ข้าถามกลับอย่างไม่เข้าใจเพราะข้าคิดว่าข้าไม่มีเรื่องอะไรที่ควรจะพูด

                “เรื่องไคซ์กับจอร์โน”พอได้ยินคำพูดเสริมข้าก็เข้าใจทันที เรื่องของสองคนนั้นทำให้ข้าสงสัยมากเพราะข้ายังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเพื่อนรักกันถึงทำร้ายกันได้แล้วยังบอกว่าเป็นการช่วยเหลือ แต่มันก็แค่ข้อสงสัยข้าจึงตอบไปตามจริง

                “ข้าไม่คิดว่ามันจำเป็นต้องพูด ข้าคืออัศวินใต้บังคับบัญชาของท่าน การตัดสินใจอยู่กับท่านมิใช่ข้า ไม่ว่าท่านจะตัดสินใจเช่นไรข้าก็มีหน้าที่อยู่ข้างท่านแค่ทำตามคำสั่งของท่าน”ข้าตอบพลางมองเข้าไปในดวงตาสีเงินคู่นั้น ดวงตาสีเงินที่เป็นเหมือนเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ข้าอาจไม่ใช่คนสนใจเรื่องสวยๆงามๆแต่ข้าก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าดวงตาสีเงินคู่นี้สวยมากแค่ไหน

                “....จ...ก......ก”เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจนจับใจความไม่ได้และในห้องนี้เพียงข้ากับรัชทายาทดังนั้นเสียงพูดจะต้องเป็นของรัชทายาทอย่างแน่นอน

                “ขอบังอาจทูลถามว่าเมื่อครู่องค์รัชทายาทว่าอย่างไรหรือ”ข้าถามเพราะเสียงพูดเบาเกินกว่าจะได้ยิน ใบหน้าของรัชทายาทนิ่งจนน่ากลัว ริมฝีปากบางเหมือนจะเม้มเข้าหากันแน่นก่อนะพูดออกมาด้วยเสียงดังราวกับประชด

                “เจ้าโกหก!”ข้าเหวอไปในทันทีเพราะไม่คิดว่ารัชทายาทจะตวาดเสียงดังกับข้า

                “ไม่มีใครต้องการข้า! ไม่เคยมีใครต้องการอยู่กับข้า! ไม่มี!”ข้าสังเกตเห็นว่ามือที่กระชับผ้าคลุมของข้าสั่นระริก ดวงตาสีเงินที่เคยว่างเปล่าในตอนนี้กลับสั่นไหวคล้ายจะหลั่งน้ำตา เสียงตวาดที่น่าจะน่าเกรงขามกลับฟังดูไม่ต่างกับกำลังตัดพ้อเลย

                “ทุกคนเกลียดข้า ไม่ต้องการข้า นอกจากแอนเซลไม่เคยมีใครกอดข้า! ทุกคน...ทุกคน....โกหก!”ในพริบตานั้นข้าเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองคิดผิดมาตลอด องค์รัชทายาทที่ข้าเชื่อว่าแข็งแกร่งกว่าใครแท้จริงแล้วกลับอ่อนแอถึงเพียงนี้ ข้าคิดมาตลอดว่าที่องค์รัชทายาทต้องอยู่เพียงลำพังไม่ใช่เพราะพระองค์ขับไล่ทุกคนออกไปด้วยสายตาอันเย็นชาแต่เป็นเพราะสายตานั้นต่างหากที่ทำให้ทุกคนตัดสินใจทอดทิ้งองค์รัชทายาท

                เบื้องหน้าข้าที่ควรจะเป็นองค์รัชทายาทผู้ที่อนาคตจะขึ้นเป็นราชามังกรอันสูงส่งมีอำนาจมากมายล้นฟ้ากลับกลายเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่ร้องไห้เพราะถูกทอดทิ้งไปในเสี้ยววินาที

                “ข้าไม่ได้โกหก”ข้าตอบกลับไปแต่รัชทายาทกลับไม่เชื่อเลยแม้แต่นิดเดียว

                “เจ้าโกหก! ทุกคนก็เหมือนกันหมด แอนเซลบอกจะอยู่กับข้าแล้วก็ตายไปโดยทิ้งข้าไว้ นางไม่ยอมให้ข้าตาย พวกไคซ์ก็ไม่ยอมรับข้า ทุกคนทอดทิ้งข้า!”องค์รัชทายาทกำลังร้องไห้ วันนี้เป็นครั้งที่สองที่รัชทายาทร้องไห้ เพียงแค่น้ำตาหยดเดียวที่ได้เห็นกลับทำให้หัวใจของข้าเจ็บแปลบอย่างน่าประหลาด

                ข้ารู้ตัวดีว่าข้าไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาและคงไม่ใช่มนุษย์ที่ดีเท่าไรนัก......ข้ายังคงเชื่อเช่นนั้น ทว่าข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตอนนี้ข้าถึงได้ยื่นมือออกไปรวบร่างบอบบางนั้นเข้ามากอดเพื่อปลอบประโลมได้ ข้าไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทมีสีหน้าเช่นไร ข้าไม่ได้สนใจหวังเพียงว่าอย่าให้องค์รัชทายาทร้องไห้อีกเลย

                “ข้าไม่ได้โกหก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าก็จะไม่มีวันทำร้ายท่าน ข้าจะปกป้องท่าน....จะอยู่เคียงข้างท่านตลอดไป...”ข้าที่ไม่เคยกล่าวคำสาบานให้กับใครในตอนนี้กำลังกล่าวถ้อยคำที่ดุจสัญญาออกมา พอได้รวบร่างของรัชทายาทเข้ามากอดก็ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกถึงความบอบบางของร่างนี้

                สองมือของรัชทายาทขยับขึ้นลงหลายครั้งเหมือนไม่รู้ว่าควรจะผลักข้าเป็นการปฏิเสธการล่วงเกินนี้หรือไม่ ผ้าคลุมของข้าหล่นลงพื้นไปตั้งแต่วินาทีแรกที่ข้าดึงร่างนั้นเข้ามาสวมกอด เรือนกายบอบบางแนบลงกับอกข้าจนได้ยินเสียงหัวใจที่น่าจะเต้นอย่างสม่ำเสมอกำลังเต้นแรงขึ้นทีละนิด เพราะว่าใบหน้าของข้าฝังลงเส้นผมสีดำสนิทนั้นอยู่ทำให้ข้าไม่รู้ว่าในตอนนั้นองค์รัชทายาทมองข้าด้วยแววตาเช่นไร

                “จะไม่ทิ้งข้างั้นเหรอ”เสียงของรัชทายาทถามซ้ำ เสียงที่ฟังดูสั่นเครือเหมือนเสียงร้องไห้ สองมือที่เคว้งคว้างยกขึ้นจับแขนของข้าแน่นจนเจ็บแต่ข้าก็ไม่คิดสนใจ

                “ด้วยเกียรติของอัศวิน ข้าจะไม่มีวันทำร้ายท่านเด็ดขาด ต่อให้ต้องทรยศคนทั้งโลกข้าก็จะไม่มีวันทรยศท่าน”ข้าสาบานได้เลยว่าตั้งแต่เกิดจนโตข้าไม่เคยคิดเลยว่าคนเย็นชาแบบข้าจะมีวันที่พูดคำพูดที่ฟังดูน้ำเน่าแบบนี้ออกมา ข้าไม่เคยเข้าใจความรู้สึกของคนที่กล้าพูดคำพูดแบบนี้ออกมาได้เลยแต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วว่ามันเป็นเช่นไร

                ขอเพียงให้คนในอ้อมกอดนี้หยุดหลั่งน้ำตา ไม่ว่าอะไรข้าก็จะทำ.....มันไม่ใช่เพียงแค่ความสงสารหรือเห็นใจ แต่ส่วนลึกในใจของข้าต่างหากที่เป็นคำตอบอันแท้จริง

                ข้าคิดถึงครั้งแรกที่เราได้พบกัน ร่างที่ยืนอยู่บนหลังมังกรขาวศักดืสิทธิ์อย่างมั่นคง ภายใต้หน้ากากกรอบเงินคือดวงตาสีทองที่จ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงอันน่าหลงใหล ฝีมืออันสูงส่งที่สามารถกลายเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ได้

                ท่านที่ทำให้ข้าหลงใหลแต่เพียงแว่บแรกแม้ว่าข้าจะเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจก็ตาม แม้จะเป็นคู่แข่งที่อาจจะเรียกได้ว่าศัตรูแต่ยามที่รู้ว่าท่านหายไปจากโลกนี้มันทำให้โลกนี้ดูน่าเบื่อขึ้นมาทันทีเลย ข้าได้แต่แอบหวังให้ข้าได้พบกับดวงตาอันหยิ่งทะนงคู่นั้นอีกครั้ง

                แต่แล้วเราก็ได้พบกันอีกครั้งอย่างเรียบง่ายจนน่าหัวเราะ ท่านที่ข้าได้พบอีกครั้งกลับไม่มีความหยิ่งทะนงนี่ข้าโหยหาเหลืออยู่เลย ดวงตาสีเงินซึ่งเป็นสีดวงตาที่แท้จริงของท่านสะท้อนแต่เพียงความเย็นเยียบที่เหมือนกับจะสะกดทุกคนที่เข้าใกล้ให้กลายเป็นน้ำแข็ง บอกตามตรงว่าข้าเกลียดดวงตาของท่านที่เป็นแบบนั้นจับใจ

                ทว่าในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นแววตาที่ข้าหลงใหลหรือเกลียดชังกลับหายไปหมด มันทำให้ข้ารู้สึกโหยหาถึงมันยิ่งนัก ท่านที่ร้องไห้อย่างเจ็บปวด แววตาที่เจ็บปวดรวดร้าวทำให้ข้าไม่อาจทนมองอยู่ได้ สำหรับข้าท่านจะเป็นหน้ากากเงินผู้หยิ่งทะนงหรือรัชทายาทที่เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีก็ได้ แต่ข้าไม่อยากให้ท่านต้องร้องไห้จนเหมือนคนอ่อนแอแบบนี้เลย

                “รัชทายาท....”ข้าเอ่ยเรียกขณะที่มือข้างหนึ่งลูบไปมาบนเส้นผมที่นุ่มนิ่มอย่างน่าประหลาดใจนั้น มือของท่านผลักให้ข้าออกห่างเพียงเล็กน้อยเพื่อที่เราจะได้มองเห็นซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน มือของข้าละจากตัวท่านข้างหนึ่งแล้ววางลงบนข้างแก้มที่เปรอะด้วยเลือดก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปากลงไป

                ขณะที่จูบท่าน ท่านไม่ได้ต่อต้านแม้แต่นิดเดียว มือของท่านทั้งสองเปลี่ยนมาโอบรอบคอของข้าไว้แน่นเหมือนกับว่าต่อให้โลกจะแตกก็ไม่คิดปล่อยมือ ปลายลิ้นของข้าสัมผัสลงบนริมฝีปากของท่านแผ่วเบาเป็นการขออนุญาตแล้วท่านก็ขยับริมฝีปากแยกออกน้อยๆเพื่อตอบรับการล่วงเกินของข้า

                ยามที่ปลายลิ้นของเราสองคนสัมผัสกันข้ารู้สึกได้ถึงความหอมหวานของสิ่งที่เรียกว่า การจูบเป็นครั้งแรก ใช่ว่าข้าจะเป็นชายบริสุทธิ์ที่มิเคยได้แตะต้องหญิงสาว แต่ไม่ว่าจะข้าจะเคยได้สัมผัสผู้หญิงคนไหนกลับไม่เคยมีใครทำให้ข้ารู้สึกดีแบบนี้มาก่อนเลย

                เราสองคนแลกจูบกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ข้าจะยอมเลิกและประคองท่านลงบนเตียงอย่างช้าๆ มือของข้าไล่ปลดกระดุมสีเงินบนเสื้อของท่านออกทีละเม็ด เพราะว่ายังไม่ได้ผ่านการชำระกายทำให้ร่างที่ควรขาวสะอาดของท่านแปดเปื้อนไปด้วยเลือดสีคล้ำที่แห้งติดลงบนผิวกาย ยามที่ข้าก้มลงขบลงบนซอกคอของท่านหลิ่นคาวของความตายก็ลอยเข้าจมูกแต่สิ่งเหล่านั้นที่ว่ามาก็ไม่ได้ทำให้ข้านึกรังเกียจท่านเลยแม้แต่นิดเดียว

>ช่วงนี้จะติดเรทพอสมควรใครไม่ชอบก็ข้ามได้นะคะแต่ถ้าใครอยากอ่านก็กดลากเอานะคะ พอดีถมดำปิดไว้<

                ต่างฝ่ายต่างก็ปลดเสื้อของกันและกันออกจนหมดตั้งแต่เมื่อไรข้าก็ไม่รู้เพราะยามเมื่อรู้ตัวอีกที ผิวอุ่นร้อนของข้าก็สัมผัสได้ถึงผิวอันเปลือยเปล่าที่เย็นกว่าข้าเล็กน้อย ข้าไม่เคยนึกพิศวาสในผู้ชายแม้แต่นิดเดียวแต่ครานี้ข้ากลับลากมือลงไปบนกายขาวบางนั้นอย่างติดจะหลงใหล รูปร่างผอมบางน่าสัมผัส กายขาวที่ราวกับไม่เคยต้องแดด ช่างอันตรายเหลือเกิน

                เพียงการลากสัมผัสอย่างแผ่วเบาร่างที่ถูกสัมผัสก็บิดตัวหนีน้อยๆด้วยอาการที่น่าจะมาจากสัญชาตญาณมากกว่าความเขินอาย ดวงหน้าหมดจดหันมามองเขาไม่ยอมละสายตาทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกดจูบลงบนกลางหน้าผากมนนั้นแล้วจึงค่อยไล้ริมฝีปากลงบนคอและแผ่นอกบางเพื่อสร้างร่องรอยแสดงความเป็นเจ้าของ

                “อา...”เสียงครางสั้นๆทั้งยังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินแต่กลับสูงค่ายิ่งนักด้วยรู้ดีว่ามันมาจากความพึงพอใจในสัมผัสที่ได้รับ มันทำให้หัวใจของข้าเริ่มเต้นแรงขึ้นมาบ้าง กายของข้าร้อนรุ่มด้วยอารมณ์ที่ถูกปลุก ข้าเลื่อนมือลงสัมผัสกับสิ่งที่เป็นจุดศูนย์รวมอารมณ์นั้นและเริ่มปลุกเร้ามัน

                คงเพราะด้วยความที่ข้าไม่ใช่คนที่อ่อนโยนมากนักการกระทำของข้าจึงออกจะขาดความทะนุถนอมไปบ้าง ร่างบอบบางข้างใต้ถึงได้บิดกายเหมือนจะถอยหนี สองมือจิกลงบนบ่าขณะที่ข้าขยับมือรวดเร็ว รัชทายาทส่งเสียงครางออกมาเป็นระยะสลับกับผลักข้าออกเป็นครั้งคราว โดยที่ไมได้รู้เลยว่าการกระทำที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสานี้กลับยิ่งปลุกอารมณ์ของข้าให้มากกว่าเดิมเป็นทวีคูณ

                “อะ....อา..อ๊า....”ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเสียครวญครางด้วยความสุขสมของผุ้ชายด้วยกันจะทำให้ข้ามีอารมณ์ได้มากขนาดนี้ เสียงนั้นอาจไมได้แว่วหวานดั่งหญิงสาว แต่กลับเป็นน้ำเสียงที่ฟังดูบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสาวพรหมจรรย์ หากใครบอกว่าข้ากำลังหลงองค์รัชทายาทอยู่ข้าคงไม่มีทางปฏิเสธเป็นแน่

                “อึ่ก...อะ......อ๊า!!!!”รัชทายาทร้องออกมาเสียงดังจนข้าแอบกลัวว่าจะมีใครได้ยินรึเปล่า แต่ข้าก็คงคิดมากไปเองเพราะว่ารัชทายาทต้องการความเป็นส่วนตัวทำให้แม้แต่ทหารยามยังต้องออกไปยืนเฝ้ายามเสียไกลที่พักจนไม่เหมือนเฝ้ายามจึงไม่จำเป็นต้องห่วงว่าจะมีใครมาได้ยินเสียงใดๆเข้า

                มือของข้าเปียกแฉะเพราะธารอารมณ์ที่ถูกปล่อยออกมา รัชทายาทหอบน้อยๆมองตาข้าด้วยสายตาที่เยิ้มฉ่ำ ข้าตัดสินใจก้มลงจูบร้อนแรงอีกครั้งเพื่อมอมเมาให้รัชทายาทหลงใหลในรสจูบและเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจยามที่ข้าสอดนิ้วที่เปียกชื้นเข้าไปในร่างนั้น

                “อ๊า....”ความพยายามของข้าเหมือนจะเสียเปล่าเพราะเสียงครางหวานที่ดังออกมาเมื่อข้าสอดนิ้วเข้าไปในร่างของรัชทายาท กายบางแข็งเกร็งสองขาแยกออกกว้างกว่าเดิมเหมือนพยายามจะทำให้ตนเองหลีกหนีจากความเจ็บปวด ข้าจูบลงที่ขมับเพื่อปลอบโยนเมื่อเห็นว่าใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยบัดนี้กำลังเริ่มบิดเดี้ยวด้วยแรงอารมณ์ทีละนิดมันทำให้ข้าไม่อาจยับยั้งชั่งใจตัวเองให้สอดนิ้วเพิ่มเข้าอีก

                “อะ.....”รัชทายาทตัวแข็งเกร็งขึ้นมาในทันทีเมื่อข้าสอดนิ้วเข้าไปเพิ่ม ใบหน้าของรัชทายาททำให้ข้าต้องมานึกเสียใจที่ไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้ ข้าจึงทำได้เพียงแค่ขยับนิ้วอย่างไม่รุนแรงมากนักเนื่องด้วยกลัวจะทำให้รัชทายาทต้องเจ็บ ข้ามองใบหน้าของรัชทายาทที่เริ่มขึ้นสีสลับกับฟังเสียงหอบครางที่ข้ารู้สึกว่ามันกำลังแปรเปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นความสุขสม

                “อา.....อา....มอส...อีย์”เพียงแค่ได้ยินเสียงเรียกชื่อของข้ามันก็เป็นยิ่งกว่ายาปลุกชั้นเลิศใดๆ ข้าดึงมือออกแล้วตัดสินใจสอดกายของข้าเข้าไปแทนในทันที

                “อ๊า!!!!!!”ร่างบอบบางหวีดเสียงครางลั่นด้วยความเจ็บ สองมือจิกบนแผ่นหลังคาข้าราวกับจะระบายแบ่งปันความเจ็บปวดมาให้ กายที่แข็งเกร็งยิ่งเกร็งมากขึ้น ข้าได้แต่กดจูบปลอบขวัญลงบนขมับ ข้างแก้มและริมฝีปาก หลังจากผ่านไปได้ครู่หนึ่งทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น มือที่จิกบนหลังข้าคลายลงเป็นการกอดหลวมๆ ท่อนขาเรียวสองข้างแยกออกกว้างพร้อมกับส่งเสียงเร่งเร้า

                “ขยับสิ....”คำสั่งสั้นๆที่ข้ายินดีจะปฏิบัติตามอย่างยิ่ง ข้าเริ่มขยับกายจากช้าๆเพื่อให้รัชทายาทได้ปรับตัวและเริ่มเร็วขึ้นตามเสียงครางและคำสั่งเร่งเร้าที่ดังมาไม่มีหยุด มือของรัชทายาทจิกลงบนหลังของข้าอีกครั้งด้วยแรงที่มากกว่าเดิม ข้ารู้สึกว่าหลังของตัวเองมีกลิ่นคาวเลือดออกมา แต่พอได้เห็นท่าทางของรัชทายาทตอนนี้แล้วเรื่องพวกนั้นก็เป็นเพียงเรื่องที่เล็กน้อยมาก

                “อ๊า...อะ...ดี....”ร่างบอบบางกำลังครางอย่างสุขสม ดวงตาสีเงินเยิ้มฉ่ำคลอด้วยน้ำตาสีใสจนคล้ายอัญมณีเม็ดงามที่มีเพชรพลอยรายล้อม พอลองมองไปที่ซอกคอและแผ่นอกก็จะพบกับรอยแดงที่แต่แต้มไปทั่วด้วยฝีมือของข้า มันยิ่งทำให้ข้าขยับเร็วขึ้นอีก

                “มอส..อีย์..มอส...อีย์”รัชทายาทเรียกชื่อของข้าไม่หยุดขณะที่ถูกข้ากอด

                “รัชทายาท....รัชทายาท....”ของข้า......ข้าอยากเติมคำนี้ลงไปแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเติมมันลงไป ครั้นจะเรียกชื่อก็ยิ่งดูเป็นการล่วงเกินจึงได้แต่เอ่ยคำว่ารัชทายาทแทนนามที่เรียกขานแต่ดูเหมือนมันจะทำให้รัชทายาทไม่พอใจ

                “ชื่อ...เรียก..ชื่อ..”ถ้อยคำที่เหมือนจะกล่าวออกมาอย่างยากเย็น คำสั่งที่ข้าอยากจะทำใจจะขาดแต่สุดท้ายแล้ว......

                “ขออภัยด้วย ที่ข้าไม่อาจทำตามไป....”สิ้นคำพูดของข้าวินาทีนั้นเองที่สายตาของรัชทายาทมองข้าด้วยแววตาที่เหมือนกับจะร้องไห้ ไม่สิ...หากเปรียบเทียบให้ชัดเจนแล้วมันไม่ต่างกับแววตาของเด็กที่ถูกทิ้งเลย มือของรัชทายาทวางลงบนสองแก้มของข้าแล้วเอ่ยเรียกนามข้า

                “มอส อีย์”เสียงที่ฟังแล้วชวนให้ปวดใจทำให้ข้าได้แต่กอดอีกฝ่ายให้แน่นขึ้นแล้วกล่าวขอโทษอยู่ข้างใบหู

                “ข้าขออภัยด้วย รัชทายาท”หลังจากนั้นข้าก็ได้ยินรัชทายาทครางออกมาสุดเสียงพร้อมกันกับที่ข้าได้ปลดปล่อยอารมณ์ทั้งมวลเข้าไปในกายที่โอบกอดอยู่ หลังสิ้นเสียงครางรัชทายาทมองข้าอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ดวงตาจะค่อยๆปิดลงและเข้าสู่ห้วงนิทราเพราะความเหนื่อยอ่อน

                ข้าถอนตัวออกมาจากร่างที่บอบบางแล้วรวบร่างที่หลับไปแล้วขึ้นมากอดไว้ในอ้อมอก ข้าทำลงไปแล้ว....ข้ารู้ดีว่าการกระทำแบบนี้ไม่แคล้วอาจถูกสั่งประหารชีวิตได้ ข้าไม่เคยกลัวตายแต่ข้าไม่อยากจะตายเพราะว่าข้ายังอยากปกป้ององค์รัชายาท ข้าอยากจะอยู่เคียงข้างรัชทายาทเหลือเกิน

                “ขออภัยด้วยที่ถึงแม้ข้าจะทำเรื่องเช่นนี้กับท่านลงไปแล้ว ข้าก็ยังไม่กล้าพอที่จะเรียกชื่อท่านตรงๆ”ข้าอยากเรียกชื่อท่านแต่กลับไม่กล้าพอและเพราะความไม่กล้าพอของข้านี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกเสียใจไปจนวันตาย

-TBC-

ความเร็วในการอัพจะแปรผันตามคอมเม้นต์ค่ะ

Comment

Comment:

Tweet


กร๊าซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ

>/////////////////< เขินนนนนนนน (เพื่อ?)

ลีลีน้อยน่ารักค่ะ! น่ารักโฮกๆ ทั้งน่ารัก ทั้งน่าสงสาร

...แล้วก็น่าแกล้งด้วย << ไอ้โรคจิต...

อ่ะ เนื่องจากพระเอกเรื่องนี้คือมอสอีย์ ดังนั้นเก็บประเด็นแกล้งลีลีน้อยไปดีกว่า -3- เพราะท่าทางจะบ่มิไก๊ (โดนดาบฟันหัวหลุด)

แค่เรียกชื่อทำไมไม่ยอมเรียกห๊าาาา
อ่านตอนท้ายแล้วรู้สึกเหมือนจะจบเศร้าเลยอ่ะ ;{}; จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเถอะนะค้าาาาาา

ฟิคท่าน firay คงคุณภาพดีเยี่ยมเช่นเคยค่ะ ,,><,, เพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าท่านคือท่าน meiar ในบอร์ด แฮะๆๆๆ /ปิดหน้าด้วยความเขิน

แล้วจะรอพาร์ทต่อไปนะคะ นะคะ นะคะ นะคะ *มองด้วยสายตาออดอ้อน*

ปล. เดี๋ยวจะอัพมาริโอ้ก่อนค่ะ รู้สึกชักจะหายไปนานเกินเหตุ (ฮา) แล้วค่อยต่อด้วยลอนดอน ,,><,,

ปปล. อยากอ่านตอนต่อปายยยยย~~~
#1 by melody in the world of the tale At 2011-11-26 13:29,