2011/May/19

ลืมมาอัพขออถัยด้วยค่ะ- -"
 

ตอนที่ 3

 

...เคยมีใครบอกว่าคุณเป็นคนสำคัญที่สุดของเขาไหม...

...ถ้าหากว่ามีแล้วตอนนั้นคุณตอบเขากลับไปอย่างไร...

...ในเมื่อคนๆนั้นอาจไม่ใช่คนสำคัญของคุณ...

 

                อิคคิตื่นมาก็พบกับเรื่องน่าแปลกใจก็คือเขากำลังนอนอยู่บนเตียงและยังกอดชุนนอนอยู่ด้วยกันจนชวนให้สงสัยสัยว่าเรื่องตั้งแต่เช้ายันบ่ายคือความฝันหรืออย่างไรกัน แต่คราบเหงื่อที่ชุ่มตัวกับสภาพห้องที่ดูอย่างไรก็เป็นห้องของชุนนั้นได้เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ความฝัน


                “อือ...”คงเพราะอิคคิขยับตัวชุนถึงได้รู้สึกตัวตื่น การตื่นขึ้นมาในตอนนี้ทำชุนรู้สึกสดชื่นมากและพบว่าเขานอนอยู่ในห้องของตัวเอง

                “พี่อิคคิอุตส่าห์อุ้มผมมานอนเหรอ ขอบคุณนะครับ”ชุนยิ้มแล้วพูดขอบคุณ แม้จะนึกสงสัยในเรื่องที่ทำไมเขาถึงทำไปโดยไม่รู้ตัวแบบนี้แต่อิคคิก็ยังพยักหน้ารับและเลือกที่จะเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ

                “เย็นป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย เดี๋ยวผมไปทำอาหารก่อนนะครับ”ท้องฟ้าข้างนอกกลายเป็นสีแดงของยามเย็นบ่งบอกเวลาที่ทั้งสองคนได้หลับใหลไปนั้นยาวนานแค่ไหน ชุนจึงรีบไปทำอาหารทันทีเหลือเพียงอิคคิที่นั่งอยู่ในห้องพลางนึกทบทวนเรื่องต่างๆอยู่

                “ตอนนั้นเราเผลอหลับไปได้ยังไงกัน”จะบอกว่าเพราะฝึกจนเหนื่อยก็ไม่มีทางเพราะตอนฝึกเป็นเซนต์ต้องฝึกหนักกว่านี้เป็นร้อยเท่ากับแค่การออกกำลัง2-3ชั่วโมงไม่มีทางทำให้เขาเพลียจนหลับไปแน่นอน แต่คิดสงสัยมากเท่าไรก็ยังไม่อาจหาคำตอบที่น่าพอใจได้ ชายหนุ่มจึงเลิกคิดชั่วคราวแล้วเดินกลับห้องตัวเองไปเพื่ออาบน้ำ

                อิคคิอยู่ห้องข้างๆกับชุนดังนั้นการเดินกลับมาห้องตัวเองจึงใช้เวลาเพียงนิดเดียวเท่านั้น หลังเปิดประตูออกก็ปรากฏถึงห้องกว้างๆที่มีเพียงตู้เสื้อผ้า เตียงและโต๊ะเก้าอี้อีกชุดเท่านั้น นับเป็นห้องที่ค่อนข้างจะโล่งและเรียบง่ายจนเกินเหตุแต่คงเพราะเจ้าของห้องไม่ได้มีความสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษนอกจากการเดินทางฝึนฝนตัวเองห้องนี้จึงแทบไม่มีสิ่งใดเพิ่มเติมมาเลย

                มือแกร่งคว้าผ้าเช็ดตัวมาพาดบ่าแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปและเริ่มต้นอาบน้ำ ระหว่างที่อาบน้ำอิคคิก็ลองสำรวจตัวเองดู อิคคิไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองไหมว่าเหมือนตัวเขาจะมีบางสิ่งแปลกๆเกิดขึ้นแต่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งแปลกๆนั้นคืออะไร

                มือนี้ยังคงเป็นมือของเขา ใบหน้านี้ยังคงเป็นของเขา ขอเพียงแค่สมองสั่งร่างกายก็จะเคลื่อนไหวไปตามที่สั่ง ไม่มีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่เสี้ยวเดียว

                “หรือที่แปลกไปจะเป็นอย่างอื่น”เหตตุการณ์เมื่อตอนบ่ายถือว่าเป็นหลักฐานชั้นดี เพราะอยู่ดีๆเขาก็เกิดง่วงขึ้นมาและเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัวพอรู้สึกตัวอีกทีกลับพบว่าตนเองกำลังนอนกอดชุนอยู่

                “ระหว่างที่เราไม่ได้สติมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”เขาเอ่ยถามกับตัวเองและไมได้หวังว่าจะมีใครตอบกลับมา ทว่า....

                [มันไม่มีอะไรมากหรอก]

            “ใคร!”อิคคิตวาดกร้าวเมื่อได้ยินเสียงหนึ่งตอบแต่กลับหาเจ้าของเสียงไม่พบมิหนำซ้ำเสียงที่ได้ยินทั้งคุ้นหูราวกับเสียงตัวเองไม่เพียงแค่นั้นเสียงนั่นเขาไม่ได้ยินด้วยโสตประสาทแต่ราวกับมันพูดอยู่ในหัวของเขา!

                “ตอบมา!”เสียงตวาดนั้นช่างน่าเกรงกลัวและน่าเกรงขาม ถ้าหากเป็นโจรผู้ร้ายหรือศัตรูไม่ว่าใครก็คงต้องรีบตอบกลับไปอย่างสั่นกลัวแต่ไม่ใช่กับสิ่งที่ไม่รู้ตัวตนนี้

                มีแต่เพียงความเงียบ ไม่มีเสียงของใครตอบกลับมา มีเพียงเสียงลมหายใจของอิคคิที่ดังก้องอยู่ในห้องน้ำจนเหมือนกับตัวเองเป็นคนบ้าที่พูดอยู่คนเดียว กระนั้นเองอิคคิก็ยังไม่คลายความระมัดระวังลง

                [ข้าก็อยู่ที่นี่ตลอด]เสียงปริศนาตอบกลับมาแต่ไม่อาจทราบได้ว่าเพราะรำคาญหรือแค่อยากให้อีกฝ่ายรู้ตัวตนของตนเองกันแน่ เมื่อได้ยินเสียงตอบชายหนุ่มก็เหมือนจะใจเย็นลงนิดหน่อยและเริ่มตั้งสติให้ดี

                “แกเป็นใคร”เหมือนกับได้ยินเสียงแค่นหัวเราะก่อนจะได้ยินคำตอบ

                [ข้าก็คือเจ้า]คำตอบท่ำให้อิคคิยิ่งรู้สึกหงุดหงิด แบบนี้มันก็เหมือนกับเจมินี่เซนต์ที่มีด้านมืดอยู่ในตัวและมันอาจจะรอเวลาที่จะได้ยึดร่างของเขาก็ได้

                [ข้าไม่ทำอะไรงี่เง่าแบบนั้นหรอก]เสียงนั้นตอบกลับอย่างนึกดูแคลนความคิดของอิคคิเต็มที่และเหมือนกับจะแก้ต่างให้ตัวเองไปในทีเดียวกัน

                “แกต้องการอะไร”ร่างสูงหันหน้าเข้ากับกระจกในห้องน้ำ เขาไม่ได้ทำเลียนแบบในนิยายที่ไหนเพียงแต่มันรู้สึกหงุดหงิดที่จะต้องโต้ตอบกับสิ่งที่เหมือนไม่มีตัวตน ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าคือตัวเขางั้นเขาก็จะมองหน้าตัวเองในกระจกแทน

                [สิ่งที่ข้าต้องการคือสิ่งเดียวกับเจ้า]แม้จะจ้องมองในกระจกแต่หากอิคคิไม่เปิดปากพูดภาพในกระจกก็ยังคงสะท้อนใบหน้าขมวดคิ้วของเขาที่ริมฝีปากปิดสนิทซึ่งขัดกับเสียงที่เขายังคงได้ยินอยู่ในหัว

                “หมายความว่ายังไง”เสียงของอิคคิแข็งกร้าวขึ้นกับคำตอบที่ชวนให้โมโหซึ่งคงไม่แปลกที่หากอยู่ดีๆก็มีคนมาบอกว่าต้องการสิ่งเดียวกับเขาทั้งที่เขาไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของอีกฝ่ายแบบนี้

                [ข้าหมายความตามที่พูด]คำตอบที่ได้ยังคงเป็นคำตอบที่หาความน่าพอใจไม่ได้แม้แต่นิดเดียวจนอิคคินึกอยากจะซัดอีกฝ่ายให้กระอักเลือดแต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่มีร่างให้เขาได้ซัดสมใจอยากนี่สิ

                หลังคำตอบนั้นเสียงปริศนาก็เงียบไปเหมือนจะบอกว่าถ้าไม่ถามเขาก็ไม่ตอบแต่ต่อให้ถามก็ใช่ว่าจะตอบตามตรงทำให้อิคคิจำต้องสงบสติอารมณ์ตัวเองรอบที่สองแล้วเลือกถามคำถามสุดท้ายออกมา

                “แกชื่ออะไร”

                [คางาโฮะ]ตอบเสร็จเสียงนั้นก็เงียบไปอีกเช่นเดิมแต่อิคคิก็ไม่คิดจะสนใจอีกแล้ว

                “คางาโฮะไม่ว่าแกจะเป็นใครหรือเป็นอะไรแต่ฉันจะไม่ยอมให้แกทำอะไรตามใจชอบแน่ ที่สำคัญฉันจะไม่มีวันยอมให้แกแตะต้องน้องชายของฉันได้แม้แต่ปลายเล็บ”สิ่งที่พูดออกมาเป็นทั้งคำประกาศ คำขู่และคำสั่งในเวลาเดียวกันแต่ก็ใช่ว่าคางาโฮะจะกลัว

                [นั่นมันเรื่องของเจ้า]เสียงนั่นหายไปพร้อมกับเสียงแค่นหัวเราะอีกครั้งหนึ่ง

                “ชิ”อิคคิเดาะลิ้นอย่างนึกหงุดหงิดเป็นที่สุดแต่ก็ทำได้แค่นั้นและตัดสินใจที่จะตั้งสติให้ดีตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ใครมาใช้ร่างของเขาได้ตามใจชอบเด็ดขาด!

 

                พี่อิคคิวันนี้อากาศดีไปปิคนิคข้างนอกกันมั้ยครับ”บ่ายวันหนึ่งชุนได้เดินมาชวนเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสราวกับว่าเขาตอบตกลงไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ยังไม่ทันถาม


                โดยส่วนตัวแล้วเวลาอยู่บ้านนอกจากฝึนฝนร่างกายนิดหน่อยแล้วอิคคิก็ไม่พิศมัยที่จะออกไปเดินในเมืองสักเท่าไรนักเพราะรู้สึกว่ามันดูไร้สาระแต่พอเห็นสีหน้าคาดหวังเต็มที่ของชุนแล้วเขาจึงยอมพยักหน้าตกลงง่ายๆส่งผลให้ชุนรีบไปเตรียมของว่างเป็นการใหญ่และผ่านไปเพียงสิบนาทีชุนก็กลับมาพร้อมเสื่อและตะกร้าสานที่เต็มไปด้วยของว่างและน้ำชา

                “ไปกันเถอะครับ”เด็กหนุ่มทำท่าจะเดินไปเปิดประตูทั้งที่ยังถือของเต็มสองมือ อิคคิจึงแย่งเสื่อกับตะกร้าในมือของชุนมาถือไว้เอง ตอนแรกชุนคิดจะขอตะกร้ากลับมาถือเพราะไม่อยากเดินมือเปล่าแต่พอเห็นว่าอิคคิไม่มีท่าทีจะคืนตะกร้ามาให้แม้แต่น้อยทำให้ชุนจำต้องยอมเดินมือเปล่าโดยมีอิคคิถือของอยู่เต็มสองมือ

                “พี่อิคคิแบ่งมาให้ผมช่วยถือก็ได้นะครับ”ระหว่างทางชุนยังคงหว่านล้อมแต่อิคคิก็ตอบกลับไปอย่างเรียบง่าย

                “ไม่”ทั้งเรียบง่ายและสั้นได้ใจความจนแทบจะตัดรอนกัน ชุนรู้ว่าพี่ชายหวังดีแต่ก็รู้สึกเหมือนกำลังเอาเปรียบที่เดินตัวเปล่าและไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดอิคคิถึงได้รู้ความคิดของชุนทั้งที่ไม่ได้เป็นฝาแฝดเหมือนกับเจมินี่ชายหนุ่มก็ตอบกลับไปสั้นๆว่า

                “นายทำอาหารกับเตรียมของแล้ว”พอได้ยินคำตอบนี้ชุนก็ยิ้มและเลิกคิดจะขอตะกร้ากลับมาถือทันที

                การเดินทางไปสวนสาธารณะก็เหมือนกับบรรยากาศบนโต๊ะอาหารของสองพี่น้องคือชุนมักจะเป็นฝ่ายชวนคุยและอิคคิก็จะคอยฟังและตอบเป็นครั้งคราวแต่มันก็ยังเต็มไปด้วยความสุขและความสนุกสนานของสองพี่น้องเช่นเดิม

                ใช้เวลาไม่นานสองพี่น้องก็ได้ก้าวเข้ามายังสวนสาธาณะแห่งหนึ่ง อาจเพราะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงจึงมีพื้นที่เหลือมากพอที่จะทำสวนสาธารณะขนาดใหญ่เอาไว้ อากาศในวันนี้ไม่ร้อนมากนอกจากนี้ในสวนยังมีทั้งบ่อน้ำและต้นไม้ปลูกไว้มากมายจึงทำให้เพียงแค่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศอันสดชื่นเหมาะแก่การพักผ่อน

                “ดีจังนะครับที่คนไม่เยอะ”เนื่องจากนี่เป็นวันธรรมดาผู้คนที่มาพักผ่อนจึงมีบางตาแต่ก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะว่าพี่ชายของเขาไม่ชอบที่ๆมีคนอยู่เยอะๆ

                หลังเดินอยู่ครู่หนึ่งชุนก็เลือกพื้นที่ส่วนที่ไม่มีคนแล้วจัดการึงเสื่อจากมืออิคคิมาปูใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ใกล้ๆกับสระน้ำจากนั้นอิคคิก็วางตะกร้าในมือลงบนเสื่อ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของชุนคือการนำของว่างและน้ำหวานมาจัดเรียงบนเสื่อ

                “นี่ครับพี่อิคคิ”เสียงหวานเอ่ยพร้อมยื่นแก้วกลาสติกใส่น้ำชาอุ่นๆที่เทมาจากกระติกเก็บความร้อน

                “ขอบใจ”แก้วน้ำชาถูกรับมาดื่มไปอึกหนึ่งแล้วร่างสูงก็เหลือบมองของว่างที่ชุนจัดเตรียมมา สิ่งที่เห็นคือแซนด์วิชที่ใส่ไส้หนาหลายหลายไส้มีทั้งสลัดทูน่า แฮมและเนยถั่วแม้จะเป็นแซนด์วิชแบบง่ายๆแต่อิคคิก็สงสัยจริงๆว่าชุนใช้เวลาเพียงสิบนาทีในการจัดอุปกรณ์และทำของว่างพวกนี้ได้ยังไง

                นอกจากแซนด์วิชก็ยังมีคุ้กกี้และขนมเซมเบ้มาอีกด้วย อิคคิลอบยิ้มน้อยๆเมื่อพบว่าน้องชายเตรียมแต่ของที่เขาชอบไว้ทั้งนั้นส่วนของตัวเองกลับมีเพียงคุ้กกี้จานเล็กๆจานเดียว

                กลิ่นของชาอุ่นๆที่ส่งกลิ่นหอมออกมากับบรรยากาศแสนสงบชวนให้จิตใจได้ผ่อนคลายจากทุกๆอย่าง เสียงพูดคุยของพี่น้องดังแว่วมาเป็นระยะสลับกับความเงียบเมื่อบางครั้งทั้งสองคนบังเอิญหยิบของว่างขึ้นมากินในเวลาเดียวกัน

                เวลาอันแสนสงบไหลผ่านไปอย่างช้าๆพร้อมกับอาทิตย์บนท้องฟ้าที่เริ่มกลายเป็นสีแดงยามที่เข้าใกล้กับผืนดิน อิคคิหันไปมองคนข้างกายที่บัดนี้ถูดแสงอาทิตย์ย้อมจนกลายเป็นสีแดง ใบหน้าขาวนวลแดงระเรื่อคล้ายมะเขือเทศสุกโดยเฉพาะริมฝีปากเล็กน่ารักที่ชวนให้อยากลิ้มลอง

            ไวเท่าความคิดอิคคิได้ยื่นมือไปหาน้องชายอย่างเผลอไผล มือแกร่งวางลงบนไหล่กลมมนและดึงให้ร่างบางหันมาทางตนอย่างเบามือ หากแต่พอได้สบกับดวงตากลมโตนั้นอิคคิก็กลับได้สติว่าตนกำลังจะทำอะไร มือข้างที่จับอยู่ปล่อยไหล่บางนั้นแล้วเปลี่ยนเป็นถามแทน

                “นี่เย็นแล้วจะกลับรึยัง”ยินเสียงพี่ชายถามเด็กหนุ่มก็ตอบด้วยรอยยิ้มกลับไป

                “ครับ”

 

                เมื่อกี้นี้พี่อิคคิคิดจะทำอะไร....


                ชุนถามกับตนเองในใจด้วยใบหน้าร้อนผ่าวที่พยายามปกปิดไม่ให้พี่ชายที่เดินอยู่ข้างๆรู้ ชุนคิดว่าตนเองกำลังคิดเรื่องเหลวไหลอยู่หากแต่เหตุการณ์เมื่อครู่กลับยังติดอยู่เต็มสองตา

                ตอนนั้นเขากำลังมองท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีเป็นสีแดงเพื่อชื่นชมความงามของมัน แต่แล้วกลับรู้สึกได้ถึงมือข้างหนึ่งที่ยื่นมาจับหัวไหล่เอาไว้ เขารู้ได้ในทันทีว่าเป็นมือของอิคคิจึงหันกลับไปและคิดจะถามว่าเรียกเขารึเปล่า แต่แล้วภาพเองหน้ากลับทำให้เขาถึงกับกลั้นลมหายใจ

                ใบหน้าของพี่อิคคิแม้จะไม่อาจเรียกว่าใกล้มากแต่ก็แทบไม่ได้ห่างเลย ทั้งที่รู้ว่าเมื่ออิคคิมองเขาก็จะต้องมีภาพของเขาสะท้อนอยู่ในดวงตาแน่นอนแต่ไม่รู้ว่าทำไมภาพของเขาในสายตาของอิคคิถึงได้ชวนให้รู้สึกแปลกๆ

                แอนโดรเมด้า ชุนไม่ใช่คนหลงตัวเองหรือคิดจะชื่นชมความงามของตัวเอง เพียงแต่ภาพของเขาในสายตาของอิคคินั้นกลับงดงามราวเทวดา เส้นผมสีเขียวที่ถูกแสงแดดย้อมกลายเป็นสีแดงควบคู่กับดวงตาที่ถูกย้อมด้วยสีเดียวกันและเป็นเพราะสิ่งนั้นรึเปล่านะที่ทำให้อิคคิมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนกับจะหลงใหลแบบนั้น

                มันทำให้เขาคิดว่า...พี่อิคคิจะ...จูบ...

            ไม่ๆๆๆ!

                นี่เราคิดอะไรอยู่ อิคคิเป็นพี่ชายของเราและเป็นพี่น้องแท้ๆกันด้วย!

                ร่างบางส่ายหัวปฏิเสธสุดชีวิตโดยหวังว่าจะลบใบหน้าของอิคคิในตอนนั้นออกไป แต่มันก็เหมือนเปล่าประโยชน์ในเมื่อคนที่คิดอยู่นั้นยังเดินอยู่ข้างๆกันอยู่เลย

                “ชุนนายเป็นอะไรไป ผมยุ่งหมดแล้ว”อิคคิเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอยู่ดีๆน้องชายก็สะบัดหัวไปมาอย่างกับว่ามีอะไรสักอย่างเกาะบนหัวทั้งผิวแก้มยังแดงระเรื่ออีกต่างหาก

                “เปล่าครับ คือผม...”ยากนักที่ชุนจะคิดหาคำอธิบายกับความคิดที่แทบจะเรียกได้ว่าเพ้อเจ้อในหัว แต่อิคคิกลับตีความไปว่าชุนไข้ขึ้นเสียได้

                “ท่าทางนายจะไม่สบายแล้วนะเพราะพักผ่อนน้อยรึเปล่า”ไม่เพียงแค่คำพูดมือที่เคยต่อสู้กับศัตรูมามากมายยกขึ้นทาบลงบนหน้าผากเพื่อวัดไข้ เรียกได้ว่าเป็นการกระทำอันอ่อนโยนที่หาได้ยากจากบุรุษนามว่าอิคคิ

                แต่อิคคิก็ได้หารู้ไม่เลยว่าเพราะการกระทำอันหาได้ยากนี้ยิ่งทำให้ชุนหน้าแดงหนักกว่าเก่าและเริ่มเข้าสู่สภาวะ“โดนนึ่ง”ไปเรียบร้อยโรงเรียนเซนต์ในทันใด

                “ตัวร้อนจริงๆด้วยรีบกลับบ้านไปนอนพักซะ”แล้วพี่ชายก็จัดการจูงมือน้องทันทีเพื่อรีบพากลับบ้านและก็เป็นเหมือนการซ้ำเติมให้อาการของชุนหนักขึ้นอีก แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นชุนกลับกำมือของอิคคิแน่นไม่ยอมปล่อยเลยจนกระทั่งถึงบ้าน

                เมื่อถึ