2011/Dec/10

                ตกเย็นข้าก็ลากพี่ชายออกมาที่ร้านเหล้าด้วยกัน เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวข้าจึงเลือกห้องส่วนตัวมาห้องหนึ่งซึ่งมีราคาค่อนข้างแพงแต่ตอนนี้ข้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ข้าไม่สนใจว่าตัวเองจะสั่งอะไรไปบ้างหรือจะมีสาวเสิร์ฟคนไหนส่งสายาเชิญชวนข้า สิ่งที่ข้าต้องการในตอนนี้คือ การสงบจิตสงบใจตนเอง


                “สงสัยพรุ่งนี้หิมะจะตกที่เจ้าลากข้ามาร้านเหล้าแบบนี้”พี่ชายประชดแบบที่อาจจะไม่เกินความจริง เพราะหากเป็นยามปกติข้าจะต้องเป็นคนห้ามปรามพี่ชายเรื่องกินเหล้าแต่ในวันนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรไปหมด

                ข้ามองขวดเหล้าดีกรีสูงหลายขวดเบื้องหน้าด้วยความเรียบเฉยและจัดแจงเทลงแก้วยกดื่มโดยไม่ต้องผสมอะไรแม้แต่น้อยทำให้พี่ชายถึงกับจ้องข้าตาแทบถลนออกจากเบ้า ตบท้ายด้วยการส่งเสียงดังแสบแก้วหู

                “เฮ้ย!  จะไม่ผสมเลยเรอะ!”ข้าปรายตามองพี่ชายเล็กน้อยแล้วก็จัดการดื่มจนหมดแก้ว ถึงแม้ข้าจะไม่นิยมหรือพิศวาสในพวกสุราแต่ก็ใช่ว่าจะดื่มไม่เป็นโดยเฉพาะเมื่อเป็นน้องชายของผีสุราแบบพี่ชายตัวเอง

                “โธ่.....”เสียงของพี่ฟังดูเหมือนหัวใจแตกสลายอย่างกับเพิ่งพรากจากกับคนรักไปชั่วชีวิต แต่ความจริงก็คือพี่คงจะเสียดายเหล้าราคาแพงที่ข้าดื่มเข้าไปทีเดียวเกือบครึ่งขวดมากกว่า

                “ว่าแต่ตกลงเจ้าลากข้ามาร้านเหล้าแบบนี้มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึไง”พี่ถามได้อย่างตรงประเด็นก่อนจะรินเหล้าลงแก้วผสมกับน้ำแข็งเล็กน้อยแล้วเริ่มดื่ม

                “.......”ความเงียบกลายเป็นคำตอบเมื่อข้าไม่รู้ว่าควรจะเริ่มเล่าตรงไหนดีและมันคงทำให้พี่ต้องรำคาญเพราะดูจากสีหน้าก็รู้แล้ว

                “เจ้าบอกข้ามาเถอะ ต่อให้เจ้าบอกว่าพรุ่งนี้เจ้าจะก่อกบฏข้าก็ไม่ตกใจหรอกน่า”เมื่อพี่ยืนยันแบบนั้นข้าจึงเรียบเรียงคำพูดเล็กน้อยแล้วเอ่ยตรงประเด็น

                “ข้าหลงรักฝ่าบาท”

                พรวด!

                สุราราคาแพงพุ่งออกจากปากพี่ชายข้าเป็นเส้นตรง โชคดีที่ข้ากะแล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้เลยสามารถหลบได้ทันอย่างฉิวเฉียด แต่แม้ว่าเหล้าที่พี่ชายแสนจะเสียดายจะหกลงพื้นมากแค่ไหนพี่ก็ไม่มีท่าทีหัวใจสลายแบบเมื่อครู่เลยกลับกันตาของพี่กับเบิกกว้าง ปากขยับเหมือนจะพูดแต่พูดไม่ออกไม่ต่างกับคนใบ้ที่พยายามจะพูด

                “จ....จ...จ..เจ้าว่า....ง...ไง..น...นะ....”พี่ชายพัฒนาจากคนใบ้มาเป็นคนติดอ่างพยายามพูดออกมา มันฟังยากแต่ก็พอฟังรู้เรื่องข้าจึงพูดต่อ

                “ข้าหลงรักฝ่าบาท ราชาจันทร์สีเงิน”คราวนี้เพราะไม่ได้กำลังดื่มเหล้าอยู่ข้าถึงได้เห็นว่าพี่ชายอ้าปากค้างจนคางแทบจะตกลงมาถึงอก แต่ข้าก็กะแล้วว่าพี่จะต้องออกอาการแบบนี้แน่ๆแล้วจากนี้ก็ต้อง...

                “เจ้าจะบ้าเรอะ!”ว่าแล้วว่าต้องด่าข้า...แถมเสียงยังดังหนวกหูอย่างที่ข้าว่าคงดังทะลุไปอีกห้องแน่ๆ

                “เจ้าเห็นว่าโลกนี้ไม่มีผู้หญิงดีๆซักคนเลยรึไงหา! รักฝ่าบาทงั้นเหรอ...เจ้าบ้าไปแล้วรึไง ฝ่าบาทเป็นผู้ชายและเจ้าก็เป็นผู้ชาย ที่สำคัญคือ ฝ่าบาทน่ะอยู่สูงเกินกว่าเจ้าจะอาจเอื้อมด้วยซ้ำ!”พูดจบพี่ก็นั่งลงด้วยท่าทางอารมณ์เสียสุดขีด ก่อนจะยกขวดเหล้าขึ้นดื่มโดยไม่เทใส่แก้วอย่างกับพวกขี้เมา คราวนี้ข้านั่งรอให้พี่ดื่มจนหมดก่อนแล้วจึงพูดต่อ

                “แต่วันนี้ข้าเพิ่งจูบกับฝ่าบาทมา”

                โครม!

                น่าเสียดายที่มือของข้ายาวไม่พอจะคว้าพี่ชายเอาไว้ได้จึงคว้าไว้ได้แต่ขวดเหล้าที่กำลังจะตกพื้น ส่วนพี่ก็ลงไปนอนวัดพื้นเรียบร้อย ข้ารู้ดีว่าเรื่องของข้ามันไม่ใช่เรื่องเล็กปฏิกิริยาอย่างการตกเก้าอี้ของพี่ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ ข้าลุกขึ้นเดินไปช่วยพยุงให้พี่ขึ้นมานั่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

                “พี่เป็นอะไรรึเปล่า”

                “.......”พี่ไม่ได้ตอบจึงมีแต่ความเงียบ แต่ถ้ามองแค่สีหน้าแล้วละก็มันเหมือนกับพี่กำลังมอง ณ ช่วงเวลาที่ฟ้ากำลังถล่มแผ่นดินกำลังทลายลงมาทับตัวเองตาย จากนั้นก็รีบค้นกระเป๋าตัวเองแล้วหยิบของอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้วกดมันอย่างเอาเป็นเอาตาย

                “พี่เอาแมชชีนสื่อสารมาทำอะไรน่ะ”พอถามเสร็จพี่ก็หันมาจ้องหน้าข้าเหมือนกำลังมองคนที่โง่ที่สุดในโลก

                “ก็เอามาจองตั๋วแมชชีนเคลื่อนที่ด่วนที่สุดไงล่ะ เจ้าไปล่วงเกินฝ่าบาทแบบนี้ก็ต้องเผ่นลูกเดียวแล้ว!”พูดจบพี่ก็หันไปกดแมชชีนสื่อสารต่อ ข้าได้แต่ถอนหายใจอย่างนึกระอาเล็กน้อยแล้วจัดการแย่งแมชชีนสื่อสารมาปิดทันที

                “เฮ้ย! ข้าเกือบจะจองได้แล้วเชียว ถึงเจ้าจะอยากฆ่าตัวตายแค่ไหนก็อย่าลากข้าไปตายด้วยเซ่!”สรุปพี่ห่วงข้าหรือห่วงตัวเองกันแน่เนี่ย แต่ถ้าจะเล่นมุกละก็อย่าเพิ่งเป็นตอนที่ข้ากำลังซีเรียสจะได้ไหม พอโดนข้าจ้องพี่ชายจึงเลิกทำหน้าเหมือนญาติเสียแล้วนั่งบนเก้าอี้ดีๆ

                “เอาล่ะ.....”พี่พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกล้ำกลืนความโกรธคล้ายเริ่มจะทำใจได้

                “น้องชายที่รัก เจ้ายังมีเรื่องอะไรจะบอกข้าอีกไหม”ถึงแม้เสียงจะฟังดูพยายามทำใจยอมรับแต่ริมฝีปากกลับกระตุกไม่หยุดยิ่งทำให้ให้ข้ารู้สึกแย่ เพราะพี่ทำเหมือนว่าการที่ข้าหลงรักฝ่าบาทเป็นเรื่องร้ายแรงพอๆกับการที่ราชาปีศาจจะทำลายล้างโลกไม่มีผิด

                “พี่จำตอนที่ฝ่าบาทยังเป็นรัชทายาทได้มั้ย”ประโยคนี้ไม่ใช่คำถามแต่เป็นการฟื้นความจำ พี่ขมวดคิ้วแล้วก็ไม่พูดอะไรแต่กลับใช้สายตาถามข้าว่าหมายถึงเมื่อตอนไหนกันแน่

                “หลังจากที่พี่กับเฟลอร์ถวายสัจจะให้กับรัชทายาท ตอนนั้นที่ข้าไม่ได้ถวายสัจจะด้วยมันไม่ใช่แค่เพราะเร็วเกินไปเพียงอย่างเดียวแต่เพราะเหตุผลที่แท้จริงคือ ข้าไม่รู้สึกว่านั่นคือคนเลย ดวงตาของรัชทายาทว่างเปล่าเกินไปจนไม่ต่างกับแมชชีนมันทำให้ข้าไม่อยากจะถวายสัจจะให้กับคนแบบนั้น”หรือพูดให้ถูกคือดวงตานั้นทำให้ข้าหวาดกลัว ดวงตาที่เหมือนกับไม่ใยดีต่อสิ่งใดๆในโลกนี้ มันเป็นดวงตาอันว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลยจนชวนให้สิ้นหวังและหดหู่หัวใจ

                “แต่แล้วหลังจากนั้นความคิดของข้าก็ต้องเปลี่ยนไป ในวันนั้นที่รัชทายาทถูกลอบทำร้าย พี่และทุกคนอาจจะไม่ได้สังเกตเพราะมีเพียงข้าที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงได้รู้ พี่รู้มั้ยว่าข้ามองเห็นอะไร....”เป็นอีกครั้งที่ข้าพูดเหมือนถามแต่ก็ไม่ได้คิดจะถาม ข้าเอ่ยคำตอบออกมาด้วยตนเอง

                “ข้ามองเห็นรัชทายาทร้องไห้....ทั้งที่รัชทายาทไม่ได้บาดเจ็บมากมายเลยแต่กลับร้องไห้ด้วยความทุกข์ทรมาณปานจะขาดใจ มือของรัชทายาทกวัดแกว่งดาบคร่าชีวิตแต่กลับมีท่าทางราวกับเป็นคนที่ถูกคร่าชีวิตเสียเอง ท่ามกลางสายฝนสีแดงฉานข้ามองเห็น....รัชทายาทหันกลับมามองเหมือนจะถามข้าว่าควรจะทำเช่นไรด้วยดวงตาดุจเด็กหลงทาง”ตอนนี้พี่ชายทำสีหน้าเช่นไรข้าก็ไม่รู้เพราะข้าเลือกที่จะหลับตาลงเพื่อหวนคิดถึงความทรงจำที่ยังแจ่มชัดอยู่ในสมองไม่รู้ลืม

                “จากนั้นหลังจากที่แยกกับพี่ข้าก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของรัชทายาทที่ไม่เคยมีใครเห็น  หากว่าทุกคนมองเห็นแต่ความแข็งแกร่งของรัชทายาทสิ่งที่ข้าเห็นก็คือความอ่อนแอ ข้าไม่อาจจะลืมไหล่บอบบางที่สั่นระริกด้วยความเหงา สองมือของรัชทายาทที่จับยึดผ้าคลุมของข้าแน่นราวกับที่พึ่งสุดท้าย  ทุกถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวไม่ต่างกับเด็กถูกทิ้งแล้วยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตานั่น...ข้าลืมไม่ลงจริงๆ”เพราะว่าหลับตาอยู่ภาพของรัชทายาทในวันนั้นถึงได้แจ่มชัด ทุกท่วงท่าการกระทำที่แสนเจ็บปวดรวดร้าวจนกระทั่งสั่นคลอนจิตใจอันด้านชาของข้า

                “และคงเป็นตอนนั้นเองที่หัวใจของข้าถูกช่วงชิงไป ข้าถึงกับดึงรัชทายาทมากอดไว้และกล่าวว่าจะปกป้องรัชทายาทจากหัวใจ ข้าสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างรัชทายาทตลอดไป...”พูดเสร็จข้าก็เงียบไปเล็กน้อยเพื่อยกน้ำขึ้นดื่มแก้กระหายแม้ว่ามันจะเป็นเหล้าก็ตาม

                “แล้วจากนั้นล่ะ”คราวนี้พี่ถามด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความอยากรู้เต็มที่ แต่ข้าก็ไม่คิดว่าข้าควรจะบอก ‘ทุกเรื่อง’ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่อาจทำให้ฝ่าบาทต้องเสียเกียรติ ข้าจึงตัดสินใจเล่าเรื่องท่านมอคค่าและเรื่องหลังจากนั้นจนถึงตอนนี้ให้ฟังแทน ระหว่างที่ฟังสีหน้าของพี่เปลี่ยนไปมาจนดูน่าขำหากไม่ใช่เพราะว่ากำลังคุยเรื่องจริงจังอยู่ข้าคงเผลอหลุดหัวเราะออกมาแล้ว

                เมื่อฟังจบทุกอย่างก็เงียบ เพราะว่าพี่ก้มหน้าอยู่ข้าจึงไม่รู้ว่าพี่มีสีหน้าเช่นไรข้าจึงอดจ้องด้วยความสงสัยไม่ได้ แต่แล้วทันใดนั้นเองจู่ๆพี่ก็เงยหน้าขึ้นแล้วทำสีหน้าเหมือนจะประกาศว่า ‘ในที่สุดข้าก็รู้แล้ว!’

                “มอส อีย์!”พี่เรียกข้าเต็มยศแบบที่ไม่เคยเรียกมาก่อน ข้าถึงกับตกใจและตั้งใจฟังสิ่งที่พี่จะพูดเต็มที่

                “เจ้ารีบกลับไปอยู่ข้างฝ่าบาทเดี๋ยวนี้เลย!”พอฟังคำชี้แนะที่เหมือนกับคำสั่งของพี่แล้วข้าก็ต้องเป็นฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

                “ก่อนหน้านี้พี่ยังด่าข้าเรื่องที่หลงรักฝ่าบาทอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”ทันทีที่ข้าพูดจบพี่ก็แค่นเสียงในลำคอด้วยความหงุดหงิดแล้วพูดอธิบายสิ่งที่ตัวเองพูดเมื่อครู่

                “ก็การล่วงเกินกับการทำด้วยความรักมันเหมือนกันที่ไหนเล่า! พระเจ้า! ข้าไม่เคยนึกเลยว่าจะมีน้องซื่อบื้อคิดมากแบบนี้ ข้าว่าคนซื่อบื้อแบบเจ้าเลิกเป็นอัศวินแล้วมาทำสวนทำไร่แทนเถอะ!”ข้านิ่งรับฟังคำประชดด้วยความโกรธ เพราะถึงแม้ข้าจะไม่ได้สนใจเรื่องเกียรติของอัศวินมากนักแต่ถึงกับให้ข้าเลิกเป็นอัศวินมันก็ออกจะเกินไปหน่อย

                “ที่สำคัญ!”รอบนี้พี่ถึงกับลุกขึ้นยืนชี้หน้าข้าอย่างไม่สุภาพแถมยังพูดแบบน้นเสียงเป็นพิเศษว่า

                “ขนาดเจ้าทั้งกอดทั้งจูบแต่ฝ่าบาทก็ยังไม่มีท่าทีปฏิเสธแบบนี้แสดงว่าฝ่าบาทต้องมีใจให้เจ้าเหมือนกัน เพราะงั้นเพื่อหนทางแห่งความรุ่งโรจน์..เอ้ย! ความรักของน้องชายที่รัก ข้าขอเชียร์เจ้ากับฝ่าบาทเต็มที่!”.....ข้าว่าเมื่อครู่ข้าได้ยินว่าเพื่อความรุ่งโรจน์สินะ สรุปแล้วที่พูดมาทั้งหมดนั่นข้าชักจะไม่แน่ใจแล้วพี่พูดเพื่อใครกันแน่ ข้าไม่คิดว่าตัวเองขะตกต่ำถึงขนาดต้อง “เอาตัวเข้าแลก” หรอกนะ

                ข้าว่าบางทีข้าคงคิดผิดที่เอาเรื่องนี้มาปรึกษาพี่แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าควรเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาใครก็ตาม.....

 

                ยามเช้าที่มาถึงปลุกให้ข้าลืมตาตื่นขึ้นเพื่อที่จะเปลี่ยนชุดออกไปฝึกซ้อมในตอนเช้าตรู่ ก่อนจะพบว่าเพียงแค่ลุกขึ้นยืนโลกเบื้องหน้าก็หมุนติ้วอย่างกับน้ำวนทั้งยังอาการคลื่นไส้แบบนี้มีคำตอบเพียงอย่างเดียวที่ข้าไม่นึกอยากจะยอมรับเพราะมันดูอนาถเกินไปก็คือ.....อาการเมาค้าง


                “น่าทุเรศจริงๆ”อัศวินอันทรงเกียรติมาเมาค้างแบบนี้ถ้ามีคนมาเห็นข้าคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ข้าจึงพยายามฝืนที่จะลุกขึ้นมาแต่ก็ไม่สำเร็จจนต้องยอมแพ้กลับลงไปนอนบนเตียงเหมือนเดิม โชคดีที่ช่วงนี้เป็นวันหยุดที่ฝ่าบาทมอบให้ข้าจึงสามารถนอนพักอยู่กับบ้านได้สบายๆ

                ดาบของข้าถูกวางทิ้งไว้ข้างที่นอนส่วนตัวข้าก็ยอมนอนพักอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรที่ทรมาณตัวเองให้อาการแย่ลง แต่แล้วข้าก็ต้องแปลกใจเมื่อเวลาผ่านไปได้ร่วมชั่วโมงกลับไม่มีวี่แววของพี่เลยเพราะปกติข้ากับพี่จะกินข้าวเช้าด้วยกันเสมอแต่ในวันนี้ข้ายังนอนอยู่แบบนี้พี่จะไม่สงสัยเลยรึไงว่าข้าหายไปไหน

                “รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย”เพราะทุกครั้งที่มีแต่ความเงียบสงบจนน่าสงสัยมันมักจะตามมาด้วยเรื่องที่ทำให้ปวดหัวเสมอ ถึงพี่ของเขาจะไม่ใช่คนที่สร้างปัญหาบ่อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยสร้างปัญหาให้มาก่อน แต่ด้วยสังขารที่ไม่ค่อยเออำนวยตอนนี้ข้าจึงได้แต่ภาวนาว่าขอให้ข้าคิดไปเองด้วยเถอะ....

                เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนติดจะน่ารำคาญ ข้าตื่นนอนสลับกับนอนหลับซ้ำไปซ้ำมาจนแทบไม่แน่ใจในเวลา นอกจากนี้ช่วงนี้ยังเป็นฤดูหนาวที่มีช่วงกลางวันสั้นจนทำให้ข้าแทบไม่แน่ใจเลยว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงกันแน่ เพียงแต่อาการหิวนี่ก็พอจะทำให้ข้ารู้ว่าคงเลยเวลาอาหารเช้ามามากแล้วและไม่แน่ว่าตอนนี้อาจจะเลยเวลาอาหารเที่ยงไปแล้วก็ได้

                ข้าลุกขึ้นนั่งนวดขมับเล็กน้อยแล้วลองยืนดู อาการปวดหัวดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังทำให้ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ข้าเดินไปที่ตู้เย็นในห้องหยิบของกินมากินแก้หิ