2011/Dec/10

                ตกเย็นข้าก็ลากพี่ชายออกมาที่ร้านเหล้าด้วยกัน เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวข้าจึงเลือกห้องส่วนตัวมาห้องหนึ่งซึ่งมีราคาค่อนข้างแพงแต่ตอนนี้ข้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ข้าไม่สนใจว่าตัวเองจะสั่งอะไรไปบ้างหรือจะมีสาวเสิร์ฟคนไหนส่งสายาเชิญชวนข้า สิ่งที่ข้าต้องการในตอนนี้คือ การสงบจิตสงบใจตนเอง


                “สงสัยพรุ่งนี้หิมะจะตกที่เจ้าลากข้ามาร้านเหล้าแบบนี้”พี่ชายประชดแบบที่อาจจะไม่เกินความจริง เพราะหากเป็นยามปกติข้าจะต้องเป็นคนห้ามปรามพี่ชายเรื่องกินเหล้าแต่ในวันนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรไปหมด

                ข้ามองขวดเหล้าดีกรีสูงหลายขวดเบื้องหน้าด้วยความเรียบเฉยและจัดแจงเทลงแก้วยกดื่มโดยไม่ต้องผสมอะไรแม้แต่น้อยทำให้พี่ชายถึงกับจ้องข้าตาแทบถลนออกจากเบ้า ตบท้ายด้วยการส่งเสียงดังแสบแก้วหู

                “เฮ้ย!  จะไม่ผสมเลยเรอะ!”ข้าปรายตามองพี่ชายเล็กน้อยแล้วก็จัดการดื่มจนหมดแก้ว ถึงแม้ข้าจะไม่นิยมหรือพิศวาสในพวกสุราแต่ก็ใช่ว่าจะดื่มไม่เป็นโดยเฉพาะเมื่อเป็นน้องชายของผีสุราแบบพี่ชายตัวเอง

                “โธ่.....”เสียงของพี่ฟังดูเหมือนหัวใจแตกสลายอย่างกับเพิ่งพรากจากกับคนรักไปชั่วชีวิต แต่ความจริงก็คือพี่คงจะเสียดายเหล้าราคาแพงที่ข้าดื่มเข้าไปทีเดียวเกือบครึ่งขวดมากกว่า

                “ว่าแต่ตกลงเจ้าลากข้ามาร้านเหล้าแบบนี้มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึไง”พี่ถามได้อย่างตรงประเด็นก่อนจะรินเหล้าลงแก้วผสมกับน้ำแข็งเล็กน้อยแล้วเริ่มดื่ม

                “.......”ความเงียบกลายเป็นคำตอบเมื่อข้าไม่รู้ว่าควรจะเริ่มเล่าตรงไหนดีและมันคงทำให้พี่ต้องรำคาญเพราะดูจากสีหน้าก็รู้แล้ว

                “เจ้าบอกข้ามาเถอะ ต่อให้เจ้าบอกว่าพรุ่งนี้เจ้าจะก่อกบฏข้าก็ไม่ตกใจหรอกน่า”เมื่อพี่ยืนยันแบบนั้นข้าจึงเรียบเรียงคำพูดเล็กน้อยแล้วเอ่ยตรงประเด็น

                “ข้าหลงรักฝ่าบาท”

                พรวด!

                สุราราคาแพงพุ่งออกจากปากพี่ชายข้าเป็นเส้นตรง โชคดีที่ข้ากะแล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้เลยสามารถหลบได้ทันอย่างฉิวเฉียด แต่แม้ว่าเหล้าที่พี่ชายแสนจะเสียดายจะหกลงพื้นมากแค่ไหนพี่ก็ไม่มีท่าทีหัวใจสลายแบบเมื่อครู่เลยกลับกันตาของพี่กับเบิกกว้าง ปากขยับเหมือนจะพูดแต่พูดไม่ออกไม่ต่างกับคนใบ้ที่พยายามจะพูด

                “จ....จ...จ..เจ้าว่า....ง...ไง..น...นะ....”พี่ชายพัฒนาจากคนใบ้มาเป็นคนติดอ่างพยายามพูดออกมา มันฟังยากแต่ก็พอฟังรู้เรื่องข้าจึงพูดต่อ

                “ข้าหลงรักฝ่าบาท ราชาจันทร์สีเงิน”คราวนี้เพราะไม่ได้กำลังดื่มเหล้าอยู่ข้าถึงได้เห็นว่าพี่ชายอ้าปากค้างจนคางแทบจะตกลงมาถึงอก แต่ข้าก็กะแล้วว่าพี่จะต้องออกอาการแบบนี้แน่ๆแล้วจากนี้ก็ต้อง...

                “เจ้าจะบ้าเรอะ!”ว่าแล้วว่าต้องด่าข้า...แถมเสียงยังดังหนวกหูอย่างที่ข้าว่าคงดังทะลุไปอีกห้องแน่ๆ

                “เจ้าเห็นว่าโลกนี้ไม่มีผู้หญิงดีๆซักคนเลยรึไงหา! รักฝ่าบาทงั้นเหรอ...เจ้าบ้าไปแล้วรึไง ฝ่าบาทเป็นผู้ชายและเจ้าก็เป็นผู้ชาย ที่สำคัญคือ ฝ่าบาทน่ะอยู่สูงเกินกว่าเจ้าจะอาจเอื้อมด้วยซ้ำ!”พูดจบพี่ก็นั่งลงด้วยท่าทางอารมณ์เสียสุดขีด ก่อนจะยกขวดเหล้าขึ้นดื่มโดยไม่เทใส่แก้วอย่างกับพวกขี้เมา คราวนี้ข้านั่งรอให้พี่ดื่มจนหมดก่อนแล้วจึงพูดต่อ

                “แต่วันนี้ข้าเพิ่งจูบกับฝ่าบาทมา”

                โครม!

                น่าเสียดายที่มือของข้ายาวไม่พอจะคว้าพี่ชายเอาไว้ได้จึงคว้าไว้ได้แต่ขวดเหล้าที่กำลังจะตกพื้น ส่วนพี่ก็ลงไปนอนวัดพื้นเรียบร้อย ข้ารู้ดีว่าเรื่องของข้ามันไม่ใช่เรื่องเล็กปฏิกิริยาอย่างการตกเก้าอี้ของพี่ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ ข้าลุกขึ้นเดินไปช่วยพยุงให้พี่ขึ้นมานั่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

                “พี่เป็นอะไรรึเปล่า”

                “.......”พี่ไม่ได้ตอบจึงมีแต่ความเงียบ แต่ถ้ามองแค่สีหน้าแล้วละก็มันเหมือนกับพี่กำลังมอง ณ ช่วงเวลาที่ฟ้ากำลังถล่มแผ่นดินกำลังทลายลงมาทับตัวเองตาย จากนั้นก็รีบค้นกระเป๋าตัวเองแล้วหยิบของอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้วกดมันอย่างเอาเป็นเอาตาย

                “พี่เอาแมชชีนสื่อสารมาทำอะไรน่ะ”พอถามเสร็จพี่ก็หันมาจ้องหน้าข้าเหมือนกำลังมองคนที่โง่ที่สุดในโลก

                “ก็เอามาจองตั๋วแมชชีนเคลื่อนที่ด่วนที่สุดไงล่ะ เจ้าไปล่วงเกินฝ่าบาทแบบนี้ก็ต้องเผ่นลูกเดียวแล้ว!”พูดจบพี่ก็หันไปกดแมชชีนสื่อสารต่อ ข้าได้แต่ถอนหายใจอย่างนึกระอาเล็กน้อยแล้วจัดการแย่งแมชชีนสื่อสารมาปิดทันที

                “เฮ้ย! ข้าเกือบจะจองได้แล้วเชียว ถึงเจ้าจะอยากฆ่าตัวตายแค่ไหนก็อย่าลากข้าไปตายด้วยเซ่!”สรุปพี่ห่วงข้าหรือห่วงตัวเองกันแน่เนี่ย แต่ถ้าจะเล่นมุกละก็อย่าเพิ่งเป็นตอนที่ข้ากำลังซีเรียสจะได้ไหม พอโดนข้าจ้องพี่ชายจึงเลิกทำหน้าเหมือนญาติเสียแล้วนั่งบนเก้าอี้ดีๆ

                “เอาล่ะ.....”พี่พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกล้ำกลืนความโกรธคล้ายเริ่มจะทำใจได้

                “น้องชายที่รัก เจ้ายังมีเรื่องอะไรจะบอกข้าอีกไหม”ถึงแม้เสียงจะฟังดูพยายามทำใจยอมรับแต่ริมฝีปากกลับกระตุกไม่หยุดยิ่งทำให้ให้ข้ารู้สึกแย่ เพราะพี่ทำเหมือนว่าการที่ข้าหลงรักฝ่าบาทเป็นเรื่องร้ายแรงพอๆกับการที่ราชาปีศาจจะทำลายล้างโลกไม่มีผิด

                “พี่จำตอนที่ฝ่าบาทยังเป็นรัชทายาทได้มั้ย”ประโยคนี้ไม่ใช่คำถามแต่เป็นการฟื้นความจำ พี่ขมวดคิ้วแล้วก็ไม่พูดอะไรแต่กลับใช้สายตาถามข้าว่าหมายถึงเมื่อตอนไหนกันแน่

                “หลังจากที่พี่กับเฟลอร์ถวายสัจจะให้กับรัชทายาท ตอนนั้นที่ข้าไม่ได้ถวายสัจจะด้วยมันไม่ใช่แค่เพราะเร็วเกินไปเพียงอย่างเดียวแต่เพราะเหตุผลที่แท้จริงคือ ข้าไม่รู้สึกว่านั่นคือคนเลย ดวงตาของรัชทายาทว่างเปล่าเกินไปจนไม่ต่างกับแมชชีนมันทำให้ข้าไม่อยากจะถวายสัจจะให้กับคนแบบนั้น”หรือพูดให้ถูกคือดวงตานั้นทำให้ข้าหวาดกลัว ดวงตาที่เหมือนกับไม่ใยดีต่อสิ่งใดๆในโลกนี้ มันเป็นดวงตาอันว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลยจนชวนให้สิ้นหวังและหดหู่หัวใจ

                “แต่แล้วหลังจากนั้นความคิดของข้าก็ต้องเปลี่ยนไป ในวันนั้นที่รัชทายาทถูกลอบทำร้าย พี่และทุกคนอาจจะไม่ได้สังเกตเพราะมีเพียงข้าที่อยู่ใกล้ที่สุดถึงได้รู้ พี่รู้มั้ยว่าข้ามองเห็นอะไร....”เป็นอีกครั้งที่ข้าพูดเหมือนถามแต่ก็ไม่ได้คิดจะถาม ข้าเอ่ยคำตอบออกมาด้วยตนเอง

                “ข้ามองเห็นรัชทายาทร้องไห้....ทั้งที่รัชทายาทไม่ได้บาดเจ็บมากมายเลยแต่กลับร้องไห้ด้วยความทุกข์ทรมาณปานจะขาดใจ มือของรัชทายาทกวัดแกว่งดาบคร่าชีวิตแต่กลับมีท่าทางราวกับเป็นคนที่ถูกคร่าชีวิตเสียเอง ท่ามกลางสายฝนสีแดงฉานข้ามองเห็น....รัชทายาทหันกลับมามองเหมือนจะถามข้าว่าควรจะทำเช่นไรด้วยดวงตาดุจเด็กหลงทาง”ตอนนี้พี่ชายทำสีหน้าเช่นไรข้าก็ไม่รู้เพราะข้าเลือกที่จะหลับตาลงเพื่อหวนคิดถึงความทรงจำที่ยังแจ่มชัดอยู่ในสมองไม่รู้ลืม

                “จากนั้นหลังจากที่แยกกับพี่ข้าก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของรัชทายาทที่ไม่เคยมีใครเห็น  หากว่าทุกคนมองเห็นแต่ความแข็งแกร่งของรัชทายาทสิ่งที่ข้าเห็นก็คือความอ่อนแอ ข้าไม่อาจจะลืมไหล่บอบบางที่สั่นระริกด้วยความเหงา สองมือของรัชทายาทที่จับยึดผ้าคลุมของข้าแน่นราวกับที่พึ่งสุดท้าย  ทุกถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวไม่ต่างกับเด็กถูกทิ้งแล้วยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตานั่น...ข้าลืมไม่ลงจริงๆ”เพราะว่าหลับตาอยู่ภาพของรัชทายาทในวันนั้นถึงได้แจ่มชัด ทุกท่วงท่าการกระทำที่แสนเจ็บปวดรวดร้าวจนกระทั่งสั่นคลอนจิตใจอันด้านชาของข้า

                “และคงเป็นตอนนั้นเองที่หัวใจของข้าถูกช่วงชิงไป ข้าถึงกับดึงรัชทายาทมากอดไว้และกล่าวว่าจะปกป้องรัชทายาทจากหัวใจ ข้าสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างรัชทายาทตลอดไป...”พูดเสร็จข้าก็เงียบไปเล็กน้อยเพื่อยกน้ำขึ้นดื่มแก้กระหายแม้ว่ามันจะเป็นเหล้าก็ตาม

                “แล้วจากนั้นล่ะ”คราวนี้พี่ถามด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความอยากรู้เต็มที่ แต่ข้าก็ไม่คิดว่าข้าควรจะบอก ‘ทุกเรื่อง’ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่อาจทำให้ฝ่าบาทต้องเสียเกียรติ ข้าจึงตัดสินใจเล่าเรื่องท่านมอคค่าและเรื่องหลังจากนั้นจนถึงตอนนี้ให้ฟังแทน ระหว่างที่ฟังสีหน้าของพี่เปลี่ยนไปมาจนดูน่าขำหากไม่ใช่เพราะว่ากำลังคุยเรื่องจริงจังอยู่ข้าคงเผลอหลุดหัวเราะออกมาแล้ว

                เมื่อฟังจบทุกอย่างก็เงียบ เพราะว่าพี่ก้มหน้าอยู่ข้าจึงไม่รู้ว่าพี่มีสีหน้าเช่นไรข้าจึงอดจ้องด้วยความสงสัยไม่ได้ แต่แล้วทันใดนั้นเองจู่ๆพี่ก็เงยหน้าขึ้นแล้วทำสีหน้าเหมือนจะประกาศว่า ‘ในที่สุดข้าก็รู้แล้ว!’

                “มอส อีย์!”พี่เรียกข้าเต็มยศแบบที่ไม่เคยเรียกมาก่อน ข้าถึงกับตกใจและตั้งใจฟังสิ่งที่พี่จะพูดเต็มที่

                “เจ้ารีบกลับไปอยู่ข้างฝ่าบาทเดี๋ยวนี้เลย!”พอฟังคำชี้แนะที่เหมือนกับคำสั่งของพี่แล้วข้าก็ต้องเป็นฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

                “ก่อนหน้านี้พี่ยังด่าข้าเรื่องที่หลงรักฝ่าบาทอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”ทันทีที่ข้าพูดจบพี่ก็แค่นเสียงในลำคอด้วยความหงุดหงิดแล้วพูดอธิบายสิ่งที่ตัวเองพูดเมื่อครู่

                “ก็การล่วงเกินกับการทำด้วยความรักมันเหมือนกันที่ไหนเล่า! พระเจ้า! ข้าไม่เคยนึกเลยว่าจะมีน้องซื่อบื้อคิดมากแบบนี้ ข้าว่าคนซื่อบื้อแบบเจ้าเลิกเป็นอัศวินแล้วมาทำสวนทำไร่แทนเถอะ!”ข้านิ่งรับฟังคำประชดด้วยความโกรธ เพราะถึงแม้ข้าจะไม่ได้สนใจเรื่องเกียรติของอัศวินมากนักแต่ถึงกับให้ข้าเลิกเป็นอัศวินมันก็ออกจะเกินไปหน่อย

                “ที่สำคัญ!”รอบนี้พี่ถึงกับลุกขึ้นยืนชี้หน้าข้าอย่างไม่สุภาพแถมยังพูดแบบน้นเสียงเป็นพิเศษว่า

                “ขนาดเจ้าทั้งกอดทั้งจูบแต่ฝ่าบาทก็ยังไม่มีท่าทีปฏิเสธแบบนี้แสดงว่าฝ่าบาทต้องมีใจให้เจ้าเหมือนกัน เพราะงั้นเพื่อหนทางแห่งความรุ่งโรจน์..เอ้ย! ความรักของน้องชายที่รัก ข้าขอเชียร์เจ้ากับฝ่าบาทเต็มที่!”.....ข้าว่าเมื่อครู่ข้าได้ยินว่าเพื่อความรุ่งโรจน์สินะ สรุปแล้วที่พูดมาทั้งหมดนั่นข้าชักจะไม่แน่ใจแล้วพี่พูดเพื่อใครกันแน่ ข้าไม่คิดว่าตัวเองขะตกต่ำถึงขนาดต้อง “เอาตัวเข้าแลก” หรอกนะ

                ข้าว่าบางทีข้าคงคิดผิดที่เอาเรื่องนี้มาปรึกษาพี่แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าควรเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาใครก็ตาม.....

 

                ยามเช้าที่มาถึงปลุกให้ข้าลืมตาตื่นขึ้นเพื่อที่จะเปลี่ยนชุดออกไปฝึกซ้อมในตอนเช้าตรู่ ก่อนจะพบว่าเพียงแค่ลุกขึ้นยืนโลกเบื้องหน้าก็หมุนติ้วอย่างกับน้ำวนทั้งยังอาการคลื่นไส้แบบนี้มีคำตอบเพียงอย่างเดียวที่ข้าไม่นึกอยากจะยอมรับเพราะมันดูอนาถเกินไปก็คือ.....อาการเมาค้าง


                “น่าทุเรศจริงๆ”อัศวินอันทรงเกียรติมาเมาค้างแบบนี้ถ้ามีคนมาเห็นข้าคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ข้าจึงพยายามฝืนที่จะลุกขึ้นมาแต่ก็ไม่สำเร็จจนต้องยอมแพ้กลับลงไปนอนบนเตียงเหมือนเดิม โชคดีที่ช่วงนี้เป็นวันหยุดที่ฝ่าบาทมอบให้ข้าจึงสามารถนอนพักอยู่กับบ้านได้สบายๆ

                ดาบของข้าถูกวางทิ้งไว้ข้างที่นอนส่วนตัวข้าก็ยอมนอนพักอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรที่ทรมาณตัวเองให้อาการแย่ลง แต่แล้วข้าก็ต้องแปลกใจเมื่อเวลาผ่านไปได้ร่วมชั่วโมงกลับไม่มีวี่แววของพี่เลยเพราะปกติข้ากับพี่จะกินข้าวเช้าด้วยกันเสมอแต่ในวันนี้ข้ายังนอนอยู่แบบนี้พี่จะไม่สงสัยเลยรึไงว่าข้าหายไปไหน

                “รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย”เพราะทุกครั้งที่มีแต่ความเงียบสงบจนน่าสงสัยมันมักจะตามมาด้วยเรื่องที่ทำให้ปวดหัวเสมอ ถึงพี่ของเขาจะไม่ใช่คนที่สร้างปัญหาบ่อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยสร้างปัญหาให้มาก่อน แต่ด้วยสังขารที่ไม่ค่อยเออำนวยตอนนี้ข้าจึงได้แต่ภาวนาว่าขอให้ข้าคิดไปเองด้วยเถอะ....

                เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนติดจะน่ารำคาญ ข้าตื่นนอนสลับกับนอนหลับซ้ำไปซ้ำมาจนแทบไม่แน่ใจในเวลา นอกจากนี้ช่วงนี้ยังเป็นฤดูหนาวที่มีช่วงกลางวันสั้นจนทำให้ข้าแทบไม่แน่ใจเลยว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงกันแน่ เพียงแต่อาการหิวนี่ก็พอจะทำให้ข้ารู้ว่าคงเลยเวลาอาหารเช้ามามากแล้วและไม่แน่ว่าตอนนี้อาจจะเลยเวลาอาหารเที่ยงไปแล้วก็ได้

                ข้าลุกขึ้นนั่งนวดขมับเล็กน้อยแล้วลองยืนดู อาการปวดหัวดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังทำให้ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ข้าเดินไปที่ตู้เย็นในห้องหยิบของกินมากินแก้หิว สุดท้ายข้าก็จำต้องหยิบยาแก้ปวดหัวมากินเพราะข้าเบื่อที่จะต้องมานอนหลับๆตื่นๆแบบนี้เต็มที

                “เฮ้อ....”ข้าอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย วันหยุดที่ไม่เคยอยากได้นำพามาแต่ซึ่งความอึดอัดใจ ทั้งรู้สึกอยากกลับไปอยู่ข้างฝ่าบาทแต่อีกใจก็อยากจะหลบหน้าเพราะไม่กล้าพอที่จะไปพบ มันช่างเป็นความสับสนที่ทำให้ข้าหงุดหงิดจนอยากจะชกหน้าตัวเองสักหลายๆหมัดเหลือเกิน

                แต่อย่างน้อยข้าก็หวังว่าเมื่อข้าหลับไปจะได้พบกับรัชทายาทบ้าง......

                เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแบบคลาสสิกดังข้ามผ่านนับร้อยพันจนเหมือนเป็นเพียงเสียงเดียวที่ยังอยู่ในโลกอันเงียบสงัด สติของข้าคล้ายจะล่องลอยไปมาจนไม่แน่ใจว่ากำลังตื่นหรือว่ากำลังฝันอยู่กันแน่ ร่างกายรู้สึกเบาเหมือนกำลังลอยอยู่แต่สัมผัสนุ่มนิ่มของเตียงที่แผ่นหลังกลับฉุดรั้งเอาไว้เหมือนจะบอกว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

               ....มอส.....อีย์......


                ยินเสียงเรียกชื่อของตนเองอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงที่แม้จะไม่ค่อยได้ยินแต่ก็เป็นเสียงที่แสนจะคุ้นเคยและไม่มีวันลืม เสียงของฝ่าบาท....

               ไม่สิ เสียงของฝ่าบาทจะต้องฟังดูอบอุ่นกว่านี้....แต่ว่าเสียงนี้ทำไมถึงได้ฟังดูเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงราวกับกลัวที่จะเอ่ยเรียก มันคล้ายกับเสียงของรัชทายาท....

               มอส อีย์.....


                เสียงนั้นดังขึ้นอีกเหมือนจะเอ่ยย้ำ เสียงที่ยังคงเต็มไปด้วยความหวั่นเกรง มันคงเป็นเป็นความฝันสินะ...เพราะนั่นคือเสียงของรัชทายาทอย่างแน่นอนเสียงที่แสนคิดถึงคะนึงหาจนไม่กล้าที่จะลืมตาตื่นเพราะข้ากลัวหากลืมตาตื่นขึ้นมาเสียงที่ได้ยินนั้นจะจางหายไปกับความเป็นจริง

                มอส อีย์.....


                รัชทายาทเอ่ยเรียกข้าซ้ำไปซ้ำมาจนข้าอดคิดไม่ได้ว่าข้าคงคิดถึงรัชทายาทมากจนเก็บมาฝันจริงๆ แต่แล้วทันใดนั้นเองสัมผัสอันอบอุ่นที่แตะลงบนแก้มนั้นกลับทำให้ข้าต้องตกใจจนลืมตาขึ้นในทันที

                “รัชทายาท!”ข้าร้องเรียกออกไปทันทีที่คว้ามือเรียวที่วางลงบนใบหน้าของข้า พริบตาที่ลืมตาสิ่งแรกที่เห็นก็คือดวงตาสีเงินคู่หนึ่งที่อยู่ในระยะที่แม้จะไม่ได้ใกล้แต่ก็ไม่ได้ห่างใบหน้าของข้าเลย ดวงตาสีเงินแบบนี้มีเพียงคนเดียวคือ ฝ่าบาท!

                “ขออภัย พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”ข้ารีบปล่อยมือพร้อมกับลุกขึ้นเพื่อจะคุกเข่าขอโทษแต่ก็ถูกฝ่าบาทยกมือห้ามด้วยสีหน้าติดจะงงๆเสียหน่อย

                “ไม่เป็นไร นายกำลังไม่สบายไม่ต้องลุกก็ได้”

                ไม่สบาย? ข้าก็ไม่ได้ป่วยอะไรแค่เมาค้างนิดหน่อยเอง ที่สำคัญใครเป็นคนไปบอกฝ่าบาทกันว่าข้าป่วย แต่ก็ไม่ต้องรอให้ข้าคิดมากจนไข้ขึ้นจริงๆฝ่าบาทก็เป็นคนตอบคำถามข้าโดยที่ข้าไม่ต้องเอ่ยถาม

                “คอส อีย์มาเข้าเฝ้าบอกฉันว่านายนอนป่วยไม่ค่อยสบายเลยจะจะขอวันหยุดเพิ่ม ฉันให้งานไคซ์ไปหมดแล้วเลยแอบมาเยี่ยมนาย”หลังได้ยินคำอธิบายสิ่งแรกที่ข้าอยากทำคือวิ่งไปกระชากคอพี่ชายสุดที่รักเพื่อ“คุย”กันยาวๆส่วนหลังจากนี้ข้าก็อยากจะสวดมนต์ขอบคุณปู่ย่าตายายที่มาสร้างบ้านไกลจากวังพอสมควรทำให้หลานคนนี้ไม่ต้องเผชิญชะตากรรมหูหนวกตั้งแต่ยังหนุ่มเพราะเสียงกรีดร้องโหยหวนของเสนาบดีการคลัง แต่ที่ทำให้ข้าแปลกใจก็คือฝ่าบาทถึงกับมาเยี่ยมข้างั้นเหรอ

                “ขอบพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมสบายดีแค่รู้สึกปวดหัวนิดหน่อยเท่านั้นพะย่ะค่ะ”

                “งั้นเหรอ”สีหน้าของราชาจันทร์สีเงินแลดูโล่งอกแถมยังแย้มยิ้มนิดๆ ช่างเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้คนเห็นต้องใจเต้นเหลือเกิน

                แต่หลังจากนั้นห้องก็ตกอยู่ในความเงียบชนิดที่ทำให้คนอื่นนึกได้ว่าห้องนี้ไม่มีใครอยู่ ข้าไม่กล้าที่จะจ้องหน้าฝ่าบาทโดยตรงจึงได้แต่เบือนหน้าหนีอย่างลำบากใจ หากเป็นคนอื่นข้าคงแกล้งทำเป็นอ่อนเพลียอยากพักผ่อนแต่กับฝ่าบาทแล้วแค่เบือนหน้าหนีก็สุดความสามารถของข้าแล้ว

                “มอส อีย์”เสียงเรียกของฝ่าบาททำให้ข้าจำต้องหันกลับมาหาฝ่าบาทอย่างจนใจ

                “ทำไมนายถึงไม่มองฉัน”สิ่งที่มาพร้อมกับคำถามคือแววตาที่เต็มไปด้วยความงุนงงสงสัยอย่างที่สุด หากแต่ข้ากลับไม่อาจตอบคำถามนี้ได้ ข้าไม่อาจตอบความจริงไปได้ว่าข้าไม่อยากจะทำให้ตัวเองฟุ้งซ่านเพราะคิดถึงรัชทายาทจันทร์สีเงินมากไปกว่านี้

                “หรือว่านาย........เกลียดฉัน....”น้ำเสียงที่แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าทำให้ข้าหลุดปากตอบกลับไปทันที

                “ไม่ใช่! ข้าไม่มีวันเกลียดท่าน!”ทันทีที่พูดจบข้าก็รีบเอามือปิดปากตัวเองเอาไว้เพราะเสียงที่ข้าตอบนั้นดังจนแทบจะเรียกว่าเสียงตวาดได้เลยแถมยังไม่ได้ใช้ราชาศัพท์อีก แบบนี้มันผิดวินัยอัศวินไปเต็มๆเลย ข้าจึงรีบลุกขึ้นลงมาคุกเข่ากับพื้นทันที

                “ข..ขออภัย ฝ่าบาท กระหม่อมลืมตัวไปหน่อย”ช่างน่าอับอายและขายหน้ายิ่งนัก ทำไมข้าถึงได้ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองให้มากกว่านี้ แต่แล้วในขณะที่ข้ากำลังนึกโทษตัวเองอยู่นั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่อบอุ่นแตะสัมผัสลงที่ข้างแก้มของข้า มันคืออุ้งมือที่อบอุ่นของฝ่าบาท

                “ยืนขึ้นแล้วมองฉัน มอส อีย์”ข้ายืนขึ้นตามรับสั่งทำให้ดวงตาของเราประสานกัน

                “ฝ่าบาท.....”มือของฝ่าบาทยังคงทาบอยู่บนใบหน้าของข้า มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด ข้าไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังดีใจรึเปล่าที่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของฝ่าบาท

                คนๆนี้....ราชาจันทร์สีเงิน


                แต่คนๆนี้ก็คือ....อดีตรัชทายาท


                “มอส อีย์ จงตอบคำถามของข้า”ทันใดนั้นเองที่แววตาของฝ่าบาทก็แปรเปลี่ยนไป แววตาที่อบอุ่นหายไปเหลือแต่เพียงแววตาอันเย็นเยียบที่ทำให้หัวใจของข้าถึงกับร่ำร้องด้วยความยินดีอย่างไม่รู้ตัว

                “เจ้ารู้สึกอย่างไรกับข้า”ฝ่าบาท...ไม่สิ รัชทายาทจันทร์สีเงินกำลังถามข้า ข้าควรจะตอบกลับไปตามคำสั่งแต่แล้วสิ่งที่ข้าทำกลับเป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังคาดไม่ถึง มือของข้าขยับไปเร็กว่าที่ใจคิด มันจับข้อมือของรัชทายาทไว้แน่นและออกแรงดึงให้ร่างนั้นล้มลงบนเตียงอย่างไม่ทันตั้งตัว

                ข้าขยับกายคร่อมรัชทายาท ใช้สองมือของตนเองยึดข้อมือของรัชทายาทไว้แน่นทำให้ข้ารู้ได้ทันทีว่าข้อมือของรัชทายาทบางแค่ไหน  เส้นผมสีดำยาวที่เคยถูกรวบไว้กระจายทั่วหมอนและเตียงล้อมกรอบใบหน้ารูปไข่ที่หมดจดงดงาม  ใบหน้าที่มีเพียงความเฉยชาแต่ดวงตาสีเงินคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นความรู้สึกเช่นไรบ้าง

                ทั้งที่คิดว่าข้าคงจะโดนซัดกระเด็นอย่างแน่นอนข้อหาล่วงเกินเบื้องสูง แต่ร่างที่อยู่ใต้ร่างข้ากลับไม่ได้กระทำสิ่งที่ข้าคิด ข้ายังคงถูกดวงตาคู้นั้นจับจ้องราวกับจะเค้นหาความจริง ราวกับต้องมนต์สะกด..ข้าเริ่มเอ่ยปากออกไปอย่างช้าๆ

                “ข้า....”

-TBC-

ตอนหน้าเอาไงดีเอ่ย หึๆๆ

ถ้าไม่ผิดพลาดน่าจะจบแล้วล่ะค่ะ

/วิ่งเข้าหลุมหลบภัย

2011/Dec/04

                สุดท้ายองค์รัชทายาทก็เป็นฝ่ายชนะ แต่แล้วมันกลับไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริงเพราะว่าจิตวิญญาณที่น่ากลัวของราชามังกรกลับสิงสู่อยู่ในร่างของรัชทายาทเพื่อรอวันที่จะยึดครอง แต่ว่าข้าไม่มีวันยอม ข้าไม่มีวันยอมยกรัชทายาทให้ใครเด็ดขาด


                ราชามังกรหรือพูดให้ถูกคือท่านคอฟฟี่ออกคำสั่งให้เหล่าอัศวินค้นหาวงเวทเพื่อสลายจิตวิญญาณของราชามังกร ข้าเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ความจริงต่อให้ท่านคอฟฟี่ไม่สั่งข้าก็ตั้งใจจะออกเดินทางตามหาอยู่แล้ว ข้าออกตามหาวงเวทอย่างบ้าคลั่งไม่ต่างกับคราวที่ตามหารัชทายาทจนพี่ชายนึกว่าข้าเป็นบ้าไปแล้ว

 

                ทว่าคนที่หาวงเวทพบไม่ใช่ข้าแต่เป็นองค์หญิงแลนสกี้กับอัศวินหญิงอีกคนหนึ่ง ข้าทั้งนึกอิจฉาและเสียดายทั้งยังสมเพชที่ตนเองไม่ได้เป็นคนค้นพบวงเวทนั่น ข้าไม่ได้ต้องการความดีความชอบอะไรทั้งนั้น แต่ข้าเจ็บปวดที่ไม่ได้เป็นคนช่วยรัชทายาทด้วยมือของข้าเอง มันทำให้ข้ารู้สึกว่าข้าไม่เคยช่วยอะไรรัชทายาทได้เลย

 

                ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างนี้ทำให้ข้าไม่มีหน้าจะไปยืนอยู่ข้างรัชทายาทได้เลย ในฐานะอัศวินใต้บังคับบัญชาแล้วถือว่าผิดวินัยอย่างมากที่ไม่ไปอยู่เคียงข้างรัชทายาท ข้าที่ไม่มีทั้งความสามารถและความกล้าแกร่งก็เป็นได้เพียงแค่ตัวถ่วงเท่านั้น ข้าไม่อยากเป็นตัวไร้ค่า ดังนั้นแม้จะอยากอยู่ข้างท่านมากแค่ไหนข้าก็ทำไม่ได้ ข้าจะต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้ให้ได้

 

                เวลาผ่านไปหลายปีอย่างไม่รู้ตัวฝีมือของข้าสูงขึ้นจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมืออย่างเต็มปากเต็มคำ มันไม่ใช่ความโอ้อวดแต่หากคือความเป็นจริงที่ทำให้ข้าพอใจอย่างที่สุด หัวใจของข้าเกิดอาการลิงโลดเมื่อคิดได้ว่าในวันนี้ข้าจะสามารถกลับมาอยู่เคียงข้างท่านได้แล้ว

 

                ข้ารีบเร่งเดินทางกลับมายังปราสาทเพื่อที่จะมาพบกับท่าน บางทีข้าควรจะได้รับโทษทัณฑ์สำหรับการที่ไม่ได้อยู่รับใช้รัชทายาทแต่ข้าก็ยินดีที่จะรับมันไว้อย่างเต็มใจเพราะว่าหลังจากนั้นในที่สุดข้าก็จะได้อยู่ข้างกายรัชทายาทเสียที รัชทายาทที่โดดเดี่ยวและแสนว้าเหว่คนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างนะ จะยังต้องอยู่เพียงคนเดียวอีกไหมแต่ไม่ต้องห่วงนะข้าจะรีบกลับไปอยู่ข้างกายท่านเดี๋ยวนี้ ใจของข้าเฝ้าแต่คิดเช่นนั้นตลอดการเดินทาง

 

                ทว่าความเป็นจริงนั้นช่างเป็นสิ่งที่โหดร้ายยิ่งนักและมันก็โหดร้ายมากพอที่จะทำให้ข้าแทบจะต้องหลั่งน้ำตา ความเป็นจริงที่ว่าข้าไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไปแล้วและยังเป็นความจริงที่ทรมาณหัวใจข้าที่สุด

 

                วันที่ข้ากลับมาถึงเป็นวันราชาภิเษก ในพิธีราชาภิเษกของท่านข้าทำได้เพียงแค่มองดูอยู่ไกลๆเท่านั้น ข้ามารอก่อนพิธีเริ่มถึงสองชั่วโมงเพียงเพื่อจะจดจำเพียงเสี้ยววินาทีที่ท่านได้แปรเปลี่ยนจากรัชทายาทเป็นราชามังกร เรือนร่างบอบบางของท่านยามอยู่ในอาภรณ์ยาวสีดำสนิทก็ยิ่งทำให้ร่างแลดูเล็กลง ข้าเก็บทุกย่างก้าวบนพรมสีแดงของท่านเอาไว้ไม่คลาดสายตา ข้าจับจ้องเพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่มงกุฏสีเงินอันเลอค่าประดับอยู่บนเส้นผมสีดำสนิท

 

                ข้าอยากที่จะวิ่งออกไปเพื่อแสดงความภักดีแก่ท่านแต่กลับไม่สามารถเร็วไปกว่าอัศวินแห่งแสงสว่างกับอัศวินจอร์โนได้เลย ข้ามองร่างอันสูงสง่าของทั้งสองในชุดสีขาวของอัศวินสายแสงสว่างที่เดินเข้าไปแสดงความเคารพแก่ท่าน ข้ามองเห็นอัศวินแห่งแสงสว่างถวายสัจจะให้กับท่าน อัศวินแห่งแสงสว่างแลนเซล็อตกระทำในสิ่งที่ข้าไม่ได้ทำ

 

 จากนั้นมังกรขาวในร่างมนุษย์ก็วิ่งมากอดท่านตามด้วยท่านคอฟฟี่ที่วิ่งมากอดท่านด้วยอีกคน องค์หญิงแลนสกี้กับสหายเดินมาพูดคุยแสดงความยินดีนอกนั้นยังมีลูกชายนายกอคาเลน เด็กหนุ่มผมสีเขียวกับเด็กสาวผมดำที่ข้าจำได้ว่าเป็นเพื่อนของท่านเดินเข้ามาแสดงความยินดีและข้ามองเห็นท่านยิ้ม....

 

                ท่านกำลังยิ้มอย่างมีความสุขภายใต้โลกอันสว่างสดใส ท่านหัวเราะท่ามกลางเหล่าเพื่อนพ้องและอัศวินที่เก่งกาจ ท่านไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปซึ่งสิ่งเหล่านี้มันทำให้ข้าทั้งยินดีและเจ็บปวดจนแทบร้องไห้เมื่อข้าได้พบว่าสิ่งที่ข้าเฝ้าคิดถึงมาตลอดนั้นแท้จริงแล้วมันไม่ได้มีอยู่อีกต่อไป

 

                รัชทายาทที่ต้องร้องไห้อยู่เพียงลำพังพร้อมกับทนแบกรับความเจ็บปวดไว้มากมายไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ข้ามองเห็นท่านแย้มยิ้มอย่างมีความสุข ดวงตาของท่านไม่ได้เศร้าหมองแล้วหากแต่กำลังทอประกายของความีชีวิตอย่างเต็มที่ มันช่างงดงามอย่างเจ็บปวดจริงๆ

                ข้าช่างเป็นคนที่หลงตัวเองเหลือเกิน ข้าเป็นใคร...ก็แค่อัศวินคนหนึ่งที่ได้สูงส่งไปกว่าใคร เป็นเพียงคนหน้าด้านที่ฉวยโอกาสล่วงเกินท่านยามที่ท่านอ่อนแอถึงขีดสุด เป็นเพียงคนน่าสมเพชที่ไม่เคยปกป้องท่านเอาไว้ได้เลย ข้าก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสำคัญใดๆกับท่านเลย

 

                มิใช่ผองเพื่อนที่ร่วมผ่านความเป็นตายมาด้วยกัน มิใช่อัศวินในตำนานที่แสนเก่งกาจ มิใช่ครอบครัวร่วมสายเลือดเดียวกัน วินาทีนั้นข้าถึงได้ค้นพบว่าข้างกายของท่านนั้นไม่มีที่อยู่สำหรับข้าเลย ข้าควรจะทำเช่นไรดี ข้าอยากอยู่เคียงข้างท่านแต่ข้ากลับไม่มีอะไรสักอย่างนอกจากตัวตนที่เป็นตัวของข้าเอง

 

                “รัชทายาท....”ข้าเผลอพูดคำนี้ออกไปอย่างไม่รู้ตัวด้วยเพราะความที่หวนคิดถึงเรื่องเมื่อหลายปีก่อนและเพราะคำพูดของข้าทำให้ท่านมองตรงมายังที่ซึ่งข้ายืนอยู่

 

                “มอส อีย์”ใบหน้าของท่านฉายแววฉงนสงสัยเหมือนกับจะถามว่าเหตุใดข้าจึงไม่เข้ามาเสียที ข้าจึงเดินเข้าไปหาท่านอย่างช้าๆ เวลาผ่านไปทำให้ท่านเปลี่ยนไปมากเหลือเกินไม่ว่าจะเส้นผมสีดำที่ยาวถึงเอวหรืออาภรณ์ยาวสีดำประดับด้วยสีเงินและดวงตาที่มีแต่ความอบอุ่น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

                “กระหม่อมขออภัยที่กลับมาช้า ฝ่าบาท”พูดจบข้าก็ยกมือขึ้นทุบลงบนอกทำความเคารพตามแบบที่ควรทำ

 

                “ยินดีต้อนรับกลับมานะ มอส อีย์”ถ้อยคำที่ข้าไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากท่าน มันทำให้ข้านึกละอายใจมากกว่าดีใจเพราะมันเหมือนคำตำหนิที่ข้าไม่ได้อยู่กับท่านดังที่ควรอยู่

 

                “ต่อจากนี้นายจะอยู่ที่อาณาจักรดราคอนใช่ไหม”

 

                “พะยะค่ะ ฝ่าบาท”ข้าจำต้องตอบเช่นนั้นเพราะอย่างไรข้าก็ยังเป็นอัศวินใต้บังคับบัญชาของพระองค์ ข้าไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองดีใจรึเปล่าที่สามารถใช้ข้ออ้างนี้อยู่ข้างท่าน แต่เพราะว่าไม่ได้พบท่านมาหลายปีทำให้ข้ายากจะทำใจไปจากข้างกายท่าน

 

                “ฉันดีใจนะที่นายพูดแบบนั้น”แล้วราชามังกรก็ยิ้ม ยิ่งมองรอยยิ้มของท่านข้าก็ยิ่งเจ็บปวดเพราะนอกจากคนที่ข้าต้องการจะปกป้องจะหายไปแล้วกระทั่งรัชทายาทที่เคยอยู่ในอ้อมกอดของข้าก็ยังหายไป บางทีท่านคงจะจำเรื่องในวันนั้นไม่ได้และเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะไม่พูดถึงมันเช่นกัน

 

                เพราะว่าท่านคงอยากจะลืมใช่ไหม....


                ถ้าหากนั่นเป็นความปรารถนาของท่าน แม้ว่าข้าจะไม่มีวันลืมแต่ก็จะไม่พูดถึงมันอีกเช่นกัน


                “การประมูลการกุศลงั้นเหรอ”หลังได้ฟังคำพูดของเสนาบดีการคลังจบราชาจันทร์สีเงินก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อราวกับกำลังฝันอยู่ แต่ก็ไม่แปลกเพราะขนาดข้ายังรู้เลยว่าเสนาบดีการคลังของเรายอมตายแต่ไม่ยอมเสียทรัพย์ให้ใคร แต่อยู่ดีๆทำไมถึงได้เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?


                “ช่าย ไหนๆพ่อนายก็อยากจะถูกประมูลอยู่แล้วนี่ถือโอกาสเติมเงินเข้าพระคลังด้วยเลยทีเดียวเป็นไง แถมยังได้ทำบุญด้วยนะ!”ราชาจันทร์สีเงินขมวดคิ้วเมื่อฟังจบ สีหน้าแลดูเคร่งเครียดเหมือนเพิ่งรู้ว่าอีก 5 นาทีจะมีกบฏวิ่งเข้ามายึดอำนาจไม่มีผิด ราชาจันทร์สีเงินกอดอกนิ่งคิดแล้วคิดอีกแบบที่ข้าคาดว่าคงคิดไปแล้วหลายตลบก่อนจะพยักหน้าตกลง

 

                “เยี่ยม! เออจริงสิฉันลืมบอกไปนายก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกประมูลด้วยนะ”

 

                เคร้ง.....

 

                ข้าเหลือบมองไปตามเสียงพบว่าซิลเวอร์ไลท์อาวุธประจำกายของราชาจันทร์สีเงินถึงกับตกพื้นเพราะคำพูดที่เหมือนหมัดน็อคของเสนาบดีการคลัง แต่คำพูดเหลวไหลแบบนี้เป็นใครก็ต้องตกใจอยู่แล้วและไม่รอให้ราชามังกรได้ทักท้วงเสนาบดีการคลังก็วิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

 

                ราชาจันทร์สีเงินถึงกับขมวดคิ้วเหมือนหวาดวิตกสุดขีด บางทีต่อให้มีกบฏมาบุกยึดอาณาจักรดราคอรจริงข้าว่าราชาจันทร์สีเงินคงยังไม่หวั่นวิตกเท่านี้เลยด้วยซ้ำ แต่เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไรดีข้าจึงยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆเช่นเดิม

 

                “เฮ้อ...”เสียงถอนหายใจยาวเหมือนกับคนคิดไม่ตกดังขึ้นแล้วจากนั้นตราประทับก็ถูกวางลงบนโต๊ะ ปากกาขนนกถูกส่งกลับไปอยู่ในขวดหมึกแล้วราชาจันทร์สีเงินก็ออกคำสั่งกับข้าสั้นๆว่า

 

                “มอส อีย์ นายให้คนมาเอาเอกสารที่โต๊ะของฉันทั้งหมดไปวางไว้ที่โต๊ะของเสนาบดีการคลังซะ”

 

                “............พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”บางทีหลังจากนี้ข้าคงต้องไปเอาที่อุดหูมาใส่เพื่อป้องกันเสียงกรีดร้องของเสนาบดีการคลังเสียแล้วเพราะข้ายังไม่อยากเป็นคนพิการหูหนวก

 

                หลังสั่งงานหรือเรียกแบบไม่ค่อยดีว่าโยนงานให้คนอื่นทำเสร็จราชาจันทร์สีเงินก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานทันทีด้วยสีหน้านิ่งเฉย....ไม่สิ ข้าคงคิดไปเองใช่มั้ยว่าเหมือนแววตาของราชาจันทร์สีเงินแลดูสบายใจที่ได้เอางานให้คนอื่นทำมาก....นั่นข้าคิดไปเองใช่มั้ย....

 

                ราชาจันทร์สีเงินเดินไปอย่างช้าๆ ทุกก้าวเดินของท่านยังคงเท่ากันเสมอไม่มีขาดไม่มีเกินแม้แต่ครึ่งเซน เพราะท่านไม่ได้บอกว่าจะไปที่ไหนและการถามก็ไม่ใช่หน้าที่ของอัศวินใต้บังคับบัญชาข้าจึงได้แต่เดินตามไปเงียบๆ ระหว่างทางข้าไปพบกับอัศวินมากมายที่เดินสวนมา แน่นอนว่าทุกคนจะต้องหยุดยืนและทำความเคารพหลีกทางให้ราชามังกรเดินผ่านไปก่อน ข้าสังเกตเห็นแววตาของอัศวินที่มองมาได้อย่างชัดเจน แววตาที่มองข้ามีตั้งแต่ความชื่นชมจนกระทั่งอิจฉาริษยา

 

                มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เพราะจนกระทั่งบัดนี้นอกจากอัศวินในตำนานอย่างอัศวินแห่งแสงสว่างกับอัศวินแห่งความมืดแล้วก็มีข้ากับจอร์โนอีกคนเท่านั้นที่เป็นอัศวินใต้บังคับบัญชาของราชาจันทร์สีเงิน จริงอยู่ที่อัศวินทั้งอาณาจักรดราคอนจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของราชาจันทร์สีเงินแต่ข้ากับจอร์โนถือเป็นอัศวินของราชาจันทร์สีเงินเป็นอัศวินที่ฟังคำสั่งของราชาจันทร์สีเงินเท่านั้นและยังเป็นอัศวินที่ใกล้ชิดราชาจันทร์สีเงินที่สุด

 

                แต่ว่านอกจากนี้แล้วสิ่งที่จะมีก็คงเป็นความเกลียดชังและดูถูกเพราะอย่างไรเสียตอนที่เกิดศึกชิงบัลลังก์ข้าก็เป็นคนที่เข้าต่อสู้กับรัชทายาทและถึงกับทำให้รัชทายาทต้องขอยอมแพ้ เรื่องที่บอกว่าถูกสะกดจิตไม่สามารถใช้เป็นคำแก้ตัวได้แล้วยังเรื่องที่ข้าออกไปฝึกฝนต่อสู้ทำให้ไม่ได้อยู่ข้างกายรัชทายาทหลายปีจนกระทั่งรัชทายาทกลายเป็นราชาจันทร์สีเงินข้าถึงได้กลับมารับตำแหน่งอัศวินใต้บังคับบัญชา ในสายตาของคนนอกแล้วข้าคงเป็นคนหน้าด้าน เหมือนนกสองหัว

 

                แน่นอนว่าข้าไม่เคยสนใจหรอกว่าตัวข้าจะถูกมองเช่นไร ข้าไม่ได้อยู่ตรงนี้เพื่อให้ใครชื่นชมแต่ข้าอยู่ก็เพราะต้องการจะอยู่เคียงข้างคนสำคัญของข้า ดังนั้นข้าจึงสามารถทำเป็นนิ่งเฉยต่อสายตาที่เต็มไปด้วยความมาดร้ายเหล่านั้นได้

 

                หลังเดินไปได้ครู่หนึ่งข้าก็ได้กลิ่นของธรรมชาติ กลิ่นของต้นไม้ใบหญ้าที่ชวนให้สดชื่นซึ่งทำให้ข้าพบว่าราชาจันทร์สีเงินมาที่อุทยานนั่นเอง อุทยานแห่งนี้นับเป็นสถานที่ซึ่งราชาจันทร์สีเงินชอบมาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจและอีกสาเหตุสำคัญข้อหนึ่งก็คือ...การมาเยี่ยมท่านมอคค่ากับราชินีอิซานน่า

 

                เบื้องหน้าคือหลุมศพของผู้สูงศักดิ์ทั้งสองที่ล่วงลับไปแล้ว ข้าทำความเคารพให้กับป้ายหลุมศพนั้นส่วนราชาจันทร์สีเงินก็คุกเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่งเพื่อที่จะยื่นมือไปลูบไล้ลงบนป้ายหลุมศพของท่านมอคค่า

                “สวัสดี พี่ชายใหญ่”ฝ่าบาทเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสดชื่นและเริ่มต้นพูดคุยเล็กๆน้อยๆเหมือนกับทุกครั้ง เพราะว่าเดิมทีราชาจันทร์สีเงินเป็นคนพูดน้อยทำให้บทสนทนามีไม่มากนักแต่น้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความสุขแบบที่ทำให้คนฟังรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย

 

                แต่ว่าทุกครั้งที่มาที่นี่ข้าก็มักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าหากท่านมอคค่ายังมีชีวิตอยู่ก็คงดีเพราะถ้าเป็นเช่นนั้นราชาจันทร์สีเงินคงจะมีความสุขมากกว่านี้

 

                “มอส อีย์ นายคิดอะไรอยู่งั้นเหรอ”เสียงของราชาจันทร์สีเงินทำให้ข้าได้สติและรู้สึกตัวว่าข้าเผลอใจลอยซึ่งเรื่องนี้ทำให้ข้าอดนึกตำหนิตนเองไม่ได้

 

                “ไม่มีอะไรพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”ข้าตอบกลับไปแต่ฝ่าบาทกลับคิ้วขมวดเหมือนไม่เข้าใจ

 

                “ถ้างั้นทำไมนายถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ นายทำหน้าเหมือน..อยากร้องไห้....”

 

                ร้องไห้? ข้าน่ะเหรอที่ทำหน้าแบบนั้น พอได้ฟังคำพูดของราชาจันทร์สีเงินข้าก็ถึงกับยกมือขึ้นลูบแก้มของตัวเองก่อนจะโล่งอกที่ไม่พบความเปียกชื้นเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะข้าจะทำให้ฝ่าบาทเป็นห่วงไม่ได้

 

                “กระหม่อมมีเรื่องให้คิดนิดหน่อย ขออภัยที่ทำให้ฝ่าบาททรงเป็นห่วง”ในเวลานี้ข้าควรจะยิ้มเพื่อทำให้ฝ่าบาทสบายใจแต่ข้ากลับยิ้มไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

                “นายกำลังคิดเรื่องของฉันรึเปล่า”คำถามนั้นทำให้ข้าตกใจจริงๆเพราะข้าไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดราชาจันทร์สีเงินถึงได้ถามแบบนั้นแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ตาม อัศวินต้องไม่โกหกแต่ข้าก็ไม่อยากตอบคำถามจึงได้แต่เงียบ

 

                เสียงของสายลมพัดดังบาดหูเหมือนจะเร่งเร้าขอคำตอบจากข้า ตัวข้าไม่สามารถขยับได้เลยราวกับถูกตรึงเอาไว้ด้วยดวงตาสีเงินคู่นั้น ได้โปรดอย่ามองข้าด้วยสีหน้าที่เหมือนกำลังไม่สบายใจแบบนั้น ได้โปรดอย่ามองข้าด้วยแววตาที่เจือด้วยความเศร้าแบบนั้น เพราะมัน...จะทำให้ข้าคิดถึงรัชทายาทขึ้นมา....

 

                ไวยิ่งกว่าที่สติใดๆที่ทันได้เอ่ยห้ามเมื่อข้าได้คว้าเอาร่างของราชาจันทร์สีเงินเข้ามาในอ้อมกอด กลิ่นอายอันแสนคิดถึงลอยเข้าจมูกจนทำให้ข้าถึงกลับหลงละเมอว่าตนเองได้ย้อนกลับไปยังวันนั้นเมื่อหลายปีก่อน ความรู้สึกอันแสนโหยหากำลังเข้าครอบงำตัวข้าจนไม่อาจทนไหว

 

                ข้าคลายอ้อมกอดออกเล็กน้อยก็เพื่อที่จะก้มลงจูบท่าน เป็นจูบที่ยาวนาน ทั้งที่เป็นเพียงการสัมผัสริมฝีปากเท่านั้นเพราะฝ่าบาทไม่ได้ทั้งตอบรับหรือปฏิเสธมีแต่เพียงความนิ่งเฉยที่เหมือนกับไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตัวเอง เมื่อไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธข้าจึงได้ยอมถอนริมฝีปากออก

 

                “มอส อีย์....”เสียกเรียกชื่อของข้า....ช่างเหมือนและต่างกับเสียงที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยวเหงาของท่านในตอนนั้นเหลือเกิน...

 

                “รัชทายาท....”ข้าเอ่ยเรียกด้วยความคิดถึงเหลือประมาณ ข้าไม่อาจทนหลอกตัวเองได้ตลอดจริงๆว่าข้าไม่เคยคิดถึงท่านเลย เพราะต่อให้อยู่ข้างกายท่านทุกวันแต่ข้าก็ยังคงเอาแต่เรียกหารัชทายาทจันทร์สีเงินซึ่งไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว แต่ว่าคนที่ข้าสวมกอดอยู่นี้ไม่ใช่รัชทายาทแต่เป็นราชาจันทร์สีเงิน เมื่อได้สติข้าจึงรีบปล่อยมือออกจากตัวท่านอย่างรวดเร็วด้วยรู้ตัวว่าได้ทำเรื่องเสียมารยาทที่ถึงขั้นโดนตัดคอเข้าเสียแล้ว

 

                “ขอประทานอภัยฝ่าบาท ข้าคงไม่สบายจนสติเลอะเลือนถึงได้ล่วงเกินท่านเช่นนี้”คงเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวสีหน้าของท่านจึงดูเต็มไปด้วยความงุนงง ฝ่าบาทส่ายหน้าช้าๆเหมือนจะบอกว่าไม่ถือสา

 

                “ถ้าเอย่างงั้น ฉันจะให้นายหยุดพักรักษาตัวดีไหม”สีหน้าของฝ่าบาทเจือด้วยความเป็นห่วงจนข้าต้องละอายใจที่ไม่อาจหักห้ามใจมิให้ล่วงเกกินบุคคลสูงศักดิ์ตรงหน้าของข้าได้ บางทีข้าคงต้องการเวลาที่จะตั้งสติให้มากกว่านี้ข้าจึงตอบรับคำของท่าน

 

                “เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง ฝ่าบาท”และข้าก็ยังคงขี้ขลาดเฉกเช่นเดิมที่เลือกจะหนีจากความเป็นจริง

 

-TBC-

 

ดราม่ามั้ยล่ะ วะฮ่าๆๆๆๆ

มอสๆดราม่ามากมายจนไม่น่าเชื่อว่าในออริจะเป็นแค่ตัวประกอบ/Orz....

ตอนนี้ลีลีน้อยแลดูซื๊อซื่อ โดนขโมยจูบแล้วนะนั่น!(หรือเพราะในออริโดนไปสองทีแล้วเลยเฉยๆ?)

edit @ 4 Dec 2011 10:38:57 by firay

2011/Nov/30

มาต่อแล้วค่า
 
  จากนั้นผ่านไปไม่นานวันที่ทำให้ข้าต้องรู้สึกเสียใจไปจนวันตายก็ มาถึง  รัชทายาทถูกเวทมนตร์พาตัวออกไปและต้องต่อสู้กับอัศวินในตำนานถึงสองคน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ข้าเสียใจเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

   “ม่ายยย!!!”รัชทายาทหลั่งน้ำตาอีกแล้ว...

   ทั้ง ที่ข้าสัญญาว่าจะปกป้องและไม่ทำให้ท่านต้องร้องไห้แต่ข้ากลับได้แต่ยืนมอง ท่านที่กรีดร้องอย่างเจ็บปวดอยู่แบบนั้น ทุกคำพูดของท่านมอคค่าที่นอนสิ้นใจอยู่ตรงนั้นยังคงสะท้อนก้องในหูไม่หยุด

   ใครๆ ก็ชิงชังจันทร์สีเงิน......ทอดทิ้งจันทร์สีเงิน....เป็นการมีอยู่ที่ถูก เกลียดชัง....ผู้ที่ยอมรับ ‘จันทร์สีเงิน’มีเพียงแอนเซลเท่านั้น.....

   น่า สมเพชจริงๆ นอกจากคำนี้แล้วข้าก็ไม่รู้ว่าควรจะด่าทอตนเองเช่นไรดี ข้าอยากจะปกป้องรัชทายาท แต่บางทีท่านคงไม่ต้องการ สิ่งที่ท่านต้องการไม่ใช่เพียงแค่อ้อมกอดหนึ่งแต่เป็นเสียงเรียกซึ่งยอมรับ ในตัวตนของ‘จันทร์สีเงิน’จากก้นบึ้งของหัวใจ ท่านก็แค่ต้องการให้ใครสักคนเรียกชื่อเพื่อยืนยันว่าตนเองยังเป็นที่ต้องการ อยู่มิใช่หรือ

   ข้ารู้สึกเจ็บยอกในอก คิดแค้นตัวเองจนแทบทนไม่ได้ บางทีข้าอาจจะหลงตัวเองแต่ข้ากลับรู้สึกมั่นใจว่าหากเพียงแค่วันนั้นข้าใช้ ความกล้าตลอดชั่วชีวิตเรียกชื่อรัชทายาทที่อยู่ในอ้อมกอดของข้าสัก ครั้ง.....เพียงแค่ครั้งเดียวบางทีในวันนี้รัชทายาทก็คงไม่ต้องมาเจ็บปวดแบบ นี้

   สิ้นสุดเสียงร้องของรัชทายาท ร่างที่แสนบอบบางนั้นก็เอาแต่เหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมาทางที่ข้ายืน อยู่ สายตาที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง แววตาที่เหมือนอยากจะหายไปจากบนโลกใบนี้ ข้าไม่รู้ว่าสายตานั้นมอบให้ใครกันแน่ แต่ข้าก็ไม่มีโอกาสถามเมื่อรัชทายาทได้กระโดดขึ้นไปบนหลังมังกรขาว ศักดิ์สิทธิ์แล้วหายลับไปบนท้องฟ้า

   “รัชทายาท!”ข้าร้องเรียกพร้อม สั่งให้มังกรของตนเองมา ข้ารีบกระโดดขึ้นหลังมังกรน้ำหวังจะตามรัชทายาทให้ทัน แต่เมื่อเทียบกับจ้าวเวหาอย่างมังกรขาวศักดิ์สิทธิ์ มังกรของข้าก็แทบไม่ต่างจากนกน้อยเพิ่งหัดบิน ร่างที่ข้าต้องการจะตามไปหายลับไปจากสายตาต่อหน้าต่อตา

   “รัชทายาท!”ข้า ร้องเรียกอีกครั้งหวังให้ท่านได้ยินสักเสี้ยวหนึ่งตอบกลับมาบ้าง แต่รอบกายข้าก็ยังคงมีเพียงความเงียบจนเหมือนกับจะสิ้นหวัง กระนั้นข้าก็ยังออกตามหาองค์รัชทายาท ข้าตะโกนจนเสียงแหบแห้ง มังกรของข้าแทบจะร่วงหล่นลงสู่ผืนดินเพราะไม่เหลือเรี่ยวแรงไว้โผบิน

   “รัชทายาท...ท่านอยู่ ที่ไหน....”ข้าเอ่ยขึ้นขณะที่เงยหน้ามองท้องฟ้า ตอนนี้ข้านอนอยู่บนพื้นใกล้กับแม่น้ำเพื่อพักผ่อนเอาแรง เสื้อผ้าอัศวินที่เคยสะอาดหมดจนเปรอะเปื้อนคราบสกปรกตากการนอนกลางดินกลาง ทราย เส้นผมพันกันยุ่งเหยิง ยามที่เห็นใบหน้าของตนสะท้อนบนผิวน้ำข้าถึงได้พบว่าขอบตาของข้าดำคล้ำและ แก้มดูซูบตอบเพราะไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เรียกได้ว่าไม่เหลือคราบของอัศวินผู้องอาจเลยแม้แต่น้อย ทว่าข้าก็ยังคงหารัชทายาทไม่พบ

   หลายวันผ่านไปในที่สุดข้าก็ถูกพี่ ชายของตัวเองตามหาจนเจอแล้วพาตัวกลับไป ตลอดทางพี่เอาแต่ดุด่าข้าแต่ข้าก็ไม่ได้สนใจ ใจข้ายังคงหวนคิดถึงแต่แววตาสีเงินคู่นั้น แววตาที่แสนเหงาหงอยจนทำให้คนเย็นชาอย่างข้ายังรู้สึกอยากจะปลอบประโลม

   รัชทายาท.....ท่านยังร้องไห้อยู่รึเปล่า.....

   ข้า เฝ้าแต่คิดอยู่เช่นนี้แม้กระทั่งยามที่หลับใหล แต่ใครจะรู้ล่ะว่าในอีกไม่กี่วันต่อมาข้าก็ถูกสั่งให้เข้าเฝ้าราชามังกรและ จุดประสงค์ที่เรียกให้ข้าเข้าเฝ้าก็ทำให้ข้าต้องตกตะลึงจนพูดไม่ออก

   “เจ้าจงออกไปสู้กับรัชทายาทซะ”แค่คำสั่งสั้นๆ แต่ก็เป็นคำสั่งของราชามังกรผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งห้ามไม่ให้ใครปฏิเสธ

   สมอง ของข้ามึนตื้อไปหมดขณะที่ฟังคำอธิบายของเรื่องราวทั้งหมดจากอิดูอีนอาจารย์ ของพี่ชายข้า รัชทายาทจะชิงบัลลังก์...รัชทายาทที่แสนเย็นชาคนนั้นเลือกที่จะต่อต้านราชา มังกร ข้าไม่เข้าใจเลยว่าตอนนี้รัชทายาทกำลังต้องการทำอะไรกันแน่ แต่รู้เพียงอย่างเดียวคือ....ข้าจะไม่ยอมต่อสู้กับรัชทายาท

   “ต้อง บังอาจขอทูลว่ากระหม่อมขอปฏิเสธ”ราชามังกรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยไม่ได้มีท่า ทีโกรธเคืองอย่างที่คาดไว้ มันเหมือนจะมีแค่เพียงความประหลาดใจเท่านั้น

   “เจ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอยู่กับใคร”ราชามังกรถามซ้ำ ข้าขึงเงียหน้าขึ้นและตอบกลับไปตามความจริง

   “ข้า ทราบดีว่าท่านคือราชามังกรและข้าคืออัศวินแห่งราชอาณาจักรดราคอน แต่ทว่าในตอนนี้ข้าคืออัศวินของรัชทายาทจันทร์สีเงิน ข้ามีหน้าที่ต้องปกป้ององค์รัชทายาท”ข้าเหลือบเห็นพี่ชายทำสีหน้าคล้ายคน หัวใจสลายใกล้เป็นบ้า ส่วนเฟลอร์ก็มองข้าด้วยใบหน้าซีดเผือดแววตาที่มองข้าประหนึ่งแววตาที่มองคน ใกล้ตายไม่มีผิด

   “หึ...ข้าว่าบางทีเจ้าอาจจต้องการเวลาสงบสติอารมณ์นิดหน่อยนะ”หลังคำตอบของข้าคือรอยยิ้มที่มากด้วยเล่ห์ของราชามังกร

   สิ้น รับสั่งนั้นข้าก็ถูกนำตัวไปยังคุกใต้ดิน แม้จะไม่มีการทรมาณแต่ในคุกที่มืดมิดนั้นก็ไม่ได้สุขสบายเลย แขนขาของข้าถูกล่ามติดกับผนังด้วยโซ่ที่หนากว่าแขนของข้า นอกจากการให้น้ำและอาหารวันละสามครั้งแล้วข้าก็ไม่อาจจะแยกวันคืนออกอีกเลย ในคุกน้มีแต่ความมืดที่ไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตาก็มองเห็นสิ่งเดียวกัน

   ภาย ใต้ความมืดนั้นไม่ได้ช่วยทำให้จิตใจของข้าสงบลงเลย ใจของข้าร้อนรนยิ่งกว่าเปลวไฟทุกครั้งยามที่คิดถึงองค์รัชทายาท ต่อให้มีข่าวมาว่ารัชทายาทปลอดภัยและกลับมาชิงบัลลังก์แล้วแต่ข้าก็อยากจะ เห็นให้แน่ใจด้วยตาของตนเองมากกว่าคำบอกเล่าของคนอื่น

   รัชทายาท ท่านไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม....ท่านหายเจ็บปวดแล้วหรือไม่...รัชทายาท...ข้า อยากจะปกป้องท่านเหลือเกิน....ใจข้าหวนคิดถึงคำเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาและดู เหมือนว่าความคิดคำนึงถึงรัชทายาทของข้าจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้จิตใจ ของข้ายังสามารถดำรงอยู่ได้ในคุกอันมืดมิดที่ราวกับจะทำให้คนเป็นบ้าได้

   “เป็นอย่างไรบ้าง มอส อีย์”เสียงหนึ่งในรอบหลายวันดังขึ้น เสียงที่ข้าจำได้ว่าคือเสียงของราชามังกร

   “ฝ่าบาท...”เพราะเพิ่งได้รับน้ำมาจากผู้คุมเมื่อไม่นานมานี้ทำให้ข้าพอจะมีเสียงตอบกลับไปบ้าง

   “หวัง ว่าข้าจะได้คำตอบที่น่าฟังจากเจ้า”น้ำเสียงของราชามังกรยังฟังดูไร้ความ กังวลและใจเย็นจนเหมือนกับจะแน่ใจในคำตอบของข้าว่ามันไม่มีทางเป็นคำปฏิเสธ บางทีมันคงเป็นการฉลาดกว่านี้หากข้าเลือกที่จะตอบตกลงแต่ว่าข้าก็.....

   มอส อีย์....

   เสียง เรียกชื่อข้าขององค์รัชทายาท ทั้งแววตาอันโดดเดี่ยว ฝ่ามืออันสั่นเทาที่สัมผัสใบหน้าของข้า ข้าลืมมันไม่ลงจริงๆและยิ่งไม่อาจลืมได้ว่าตนเองเป็นใครและได้ตัดสินใจเลือก อะไรไปแล้ว

   “ขออภัยด้วยฝ่าบาท ข้าขอยืนยันคำเดิมว่าข้าไม่มีวันสู้กับรัชทายาท”

   “หืม...เจ้า มีเหตุผลอะไรกับการปฏิเสธล่ะ เจ้าเพิ่งรู้จักรัชทายาทมาไม่นานไม่ใช่หรือ”เสียงของราชามังกรฟังดูเปลี่ยน ไป ถ้าข้าไม่ได้คิดไปเองมันฟังคล้ายกับเสียงชื่นชม

   “1 ปี...ไม่สิ...บางทีแล้วข้าอาจจะไม่เคยรู้จักรัชทายาทจริงๆเลยก็ได้ ข้าไม่เคยรู้เลยว่ารัชทายาทนั้นแท้จริงแล้วอ่อนแอแค่ไหน โหยหาความรักและความอบอุ่นมากแค่ไหน ข้าไม่เคยรู้เลยจริงๆ แต่ว่าความภักดีของข้าก็ได้มอบให้กับรัชทายาทไปแล้ว”ความรู้สึกทั้งหมดที่ มอบให้ข้าไม่คิดทวงคืน เหมือนกับคำสัตย์ของอัศวินที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยนป็นอื่น

   “เจ้า...รัก รัชทายาทสินะ.....”ไม่รู้ว่าเพราะอะไรราชามังกรถึงได้ตรัสออกมาแบบนั้น ในตอนนั้นเองภายใต้คุกอันมืดมิดข้าถึงได้มองเห็นรอยยิ้มขอราชามังกร มันเป็นรอยยิ้มที่มากด้วยเล่ห์เหมือนเมื่อหลายวันก่อนไม่มีผิด

   “แต่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรความภักดีของเจ้าช่างน่าชื่นชมนัก ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน.....”ราชามังกรไม่ได้โกหกน้ำเสียงนั้นเต็มเปี่ยมไป ด้วยความเสียดายเหลือแสนจนคล้ายกับการหักใจทิ้งดาบดีๆไปเล่มหนึ่ง ทันใดนั้นเองหัวของข้าก็เจ็บแปลบไปหมดจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ

   “อ้า ก!!!!!!!!!”ข้าร้องด้วยความเจ็บปวด ภาพทุกภาพในหัวกำลังสลายหายไป ทุกครั้งที่ภาพเหล่านั้นหายไปหัวใจของข้ารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ย่างกราย เข้ามาเรื่อยๆ ความรู้สึกที่คล้ายกับหัวใจกำลังตายลงนี้คือสิ่งที่รัชทายาทเคยได้รับงั้น หรือ ข้ากำลังจะกลายเป็นเช่นนั้นหรือ เปมือนเหมือนตุ๊กตาไร้หัวใจแบบนั้น

   ไม่! ข้าไม่ยอมเป็นแบบนั้น! ถ้าเป็นแบบนั้นข้าก็ปกป้องรัชทายาทไม่ได้ ข้า...ข้า...ข้า......และแล้วภาพสุดท้ายที่ข้าเห็นก็คือสายฝนสีแดงที่กำลัง สาดแทลงบนร่างสีดำอันบอบบาง ดวงหน้าหมดจดที่เปื้อนไปด้วยเลือดหันกลับมาช้าๆพร้อมกับดวงตาที่เหมือนกับ ไร้ที่ไป เสียงเรียกชื่อข้า

   มอส...อีย์....

   “รัช..ทายาท....”นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ข้าสามารถเปล่งออกไปได้

   ชิ้ง!

   เสียงของดาบ...การต่อสู้? ที่นี่ที่ไหน?

   ข้า ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากแล้วกลับแปลกใจมากเมื่อพบว่าตนเองเองไม่ได้ลหลับตา อยู่เลย กลับกันตัวข้ากำลังขยับอยู่ ไม่สิ! กำลังต่อสู้อยู่กับอัศวินผมสีฟ้าคนหนึ่ง ฝีมือของอัศวินคนนั้นดีมากและอาจจะดีกว่าข้าด้วยซ้ำแต่น่าแปลกที่เขาต่อสู้ เหมือนไม่อยากต่อสู้ เขากำลังทำอะไร ข้ากำลังทำอะไร ทำไมข้าจะต้องต่อสู้ ข้ากำลังต่อสู้เพื่อใคร.....

   จงต่อสู้ตามคำสั่งของข้า มอสอีย์...

ยิน เสียงกระซิบอันไร้ที่มา ทั้งที่มองภาพตรงหน้าแทบไม่เห็นแต่ข้ากลับมองเห็นดวงตาสีม่วงสดคู่หนึ่ง ดวงตาที่คล้ายกับจะอ่อนโยนแต่กลับน่าเกรงขาม คำสั่งที่สั่งมาคือสิ่งที่ห้ามปฏิเสธ ใช่แล้ว ไม่ว่ามันจะมีเหตุอันผลอันใดที่ต้องมาต่อสู้มันก็ไม่สำคัญเลย  ข้าต้องทำตามคำสั่ง นั่นคือ ต่อสู้!

   ข้าสู้ต่อไป พยายามใช้ฝีมือทั้งหมดที่มีจนสามารถทำให้อีกฝ่ายเปิดช่องว่างได้และข้าก็ไม่ รอช้าใช้โอกาสนั้นเงื้อดาบขึ้นและฟันลงไปอย่างไม่ลังเลทันที ทว่าพริบตานั้นเองประกายสีเงินกลับวิ่งผ่านนัยน์ตาของข้าไป

   ประกาย สีเงินที่แสนคุ้นตา สีที่เหมือนกับดวงตาของใครสักคน สีเงินที่มาพร้อมกับสีดำสนิทของท้องฟ้ายามค่ำคืน มือของข้าหยุดนิ่งไปในทันที ภาพที่เลือนรางแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อยทำให้ข้าได้เห็นนัยน์ตาสีเงินคู่นั้น

   “อะ...องค์ ...รัชทายาท...”ข้าเอ่ยออกไปอย่างยากลำบาก องค์รัชทายาทมาอยู่ต่อหน้าข้า ข้าต้อง..ทำความเคารพสิ ข้าพยายามที่จะลดดาบลงเพื่อทำความเคารพแต่ความรู้สึกเจ็บแปลบในหัวของข้ากับ นัยน์ตาสีม่วงคู่หนึ่งกลับสั่งให้ข้าต่อสู้

   ต่อสู้ซะ ต่อสู้ซะ มอส อีย์...

   เสียง สั่งนั้นช่างเย็นเยียบและเย็นชาอย่างน่ากลัว ข้าพยายามที่จะขัดขืนแต่หัวใจของข้ากลับเริ่มรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกขึ้น มาอีกครั้งหนึ่ง ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปอีกครั้งจนมองไม่เห็นสิ่งใด ร่างกายของข้าขยับ มือของข้าจับดาบมั่นเพื่อที่จะแทงเข้าไปยังร่างตรงหน้าหวังปลิดชีพในดาบ เดียว  ในหัวมีแต่คำสั่งที่ได้ยินคือ ต่อสู้!

   “อัศวินใต้บังคับ บัญชาของฉัน นายกำลังทำอะไรอยู่ คิดจะลงมือกับฉันรึ”เสียงนี้...รัชทายาท....เป็นเสียงของท่านใช่ไหม ตาของข้าที่พร่าเลือนมองไม่เห็น เสียงที่ซ้อนมากับเสียงคำสั่งช่างคล้ายกับเสียงของรัชทายาทเหลือเกินข้าจึง ไม่สามารถแน่ใจได้ว่านั่นคือเสียงของรัชทายาทจริงหรือไม่ แต่ถ้าหากมันคือเสียงของรัชทายาทจริงๆละก็ข้าจะทำร้ายรัชทายาทไม่ได้....ข้า คิดเช่นนั้นแต่เสียงคำสั่งในหัวกำลังสั่งข้าอย่างบ้าคลั่ง

   ต่อสู้! ต่อสู้! ต่อสู้!

   “มอ ส อีย์!”เสียงเรียกชื่อสองเสียงที่เหมือนกับกำลังคำรามแข่งกัน ใครกันที่เรียกชื่อเขาอยู่กันแน่ ใครกันคือผู้ที่ข้าต้องทำตามคำสั่ง...

   ความ สับสนที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ปรานีทำให้ข้าปวดหัวจนแทบบ้า ตาของข้ามองแทบไม่เห็น โสตที่ได้ยินเสียงทับซ้อนกัน แล้วเช่นนี้ข้าจะตัดสินใจได้อย่างไรว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ข้าควรกระทำ ในตอนนั้นเองที่มีเสียงหนึ่งเอ่ยเตือนข้า

   “นายเป็นอัศวินในบังคับบัญชาของฉัน จำได้มั้ย”ข้า..ข้าคืออัศวินของรัชทายาทจันทร์สีเงิน

   “ผู้ ที่นายถวายความภักดีคือฉัน!”เสียงนี้ช่างอ่อนโยนเหลือเกิน รัชทายาทของข้าอ่อนโยนถึงเพียงนี้เชียวหรือ....แว่บหนึ่งที่คิดเช่นนั้นภาพ ของรัชทายาทที่เย็นชาไร้ความรู้สึกก็ปรากฏขึ้นในสายตาของข้ารัชทายาทของข้า ต้องเย็นชา โดดเดี่ยว อ่อนแอและน่าสงสาร รัชทายาทที่ต้องการอ้อมกอดของข้าเพื่อปลอบประโลม รัชทายาทของข้าไม่ใช่คนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้

   ไม่ใช่ รัชทายาทจันทร์สีเงินไม่ใช่คนที่อยู่ตรงหน้านี้!

   “นาย ไม่ใช่รัชทายาท!”รัชทายาทของข้าจะต้อง.....ขณะที่กำลังจะพูดออกไปความสับสน อันไร้ที่มากลับปรากฏขึ้นในหัว ภาพรัชทายาทที่ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของข้ากลับกลายเป็นหน้ากากเงินผู้หยิ่ง ทะนงแต่ยามเมื่อหน้ากาสีเงินนั้นคลายออกกลับกลายเป็นเพียงใบหน้าที่งดงาม ดั่งรูปสลักอันแสนเย็นชา

   “ท่านจันทร์สีเงินคือ...คือ...”ความคิดเหล่านั้นที่พุ่งเข้ามาในจิตใจทำให้ข้าพยายามที่จะพูดออกไปแต่กลับพูดออกไปไม่ได้....

   “คืออะไร”คนตรงหน้าถามด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย

   ใจ ของข้าพลันหวนคิดถึงคือหน้ากากเงินผู้เยือกเย็นหยิ่งทะนงที่พบในตอนแรก คือเจ้าชายสี่ผู้เย็นชาเป็นน้ำแข็งจนไม่เหมือนมนุษย์และคือจันทร์สีเงินที่ สง่างามและเต็มไปด้วยอากัปกิริยาเยี่ยงเจ้าชายแล้วมาในวันนี้คนตรงหน้าข้า ผู้อ่อนโยนคนนี้ล่ะคือรัชทายาทใช่หรือไม่

   ถ้าหากว่าใช่ล่ะ...ไม่..ข้าจะทำให้องค์รัชทายาทบาดเจ็บไม่ได้....

   “มอส อีย์”ข้าหันไปตามเสียงเรียกด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะได้ยินถ้อยคำที่เหมือนกรีดหัวใจให้ขาดออกจากกัน

   “นาย ยังไม่ยอมถวายสัจจะแห่งวิญญาณกับฉันสินะ”เรื่องนี้มัน....ข้าพยามยามจะส่าย หน้าปฏิเสธแต่กลับไม่สามารถปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้ ดวงตาที่อ่อนโยนคู่นั้นเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆราวกับจะแช่แข็งคนที่เห็นทุกคน ดวงตาของรัชทายาท....

   “นายจะหักหลังฉันเหรอ”เสียงนี้...เสียงที่ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดขององค์รัชทายาท.......เสียงของผู้ที่เข้มแข็งและ อ่อนแอคนนั้น ร่างอันบอบบางที่กล้ำกลืนเก็บความเจ็บปวดไว้กับตนเอง ข้าสาบานว่าจะอยู่เคียงข้างท่าน จะปกป้องท่าน...รัชทายาท...ข้า...ข้า....

   “ไม่ ยินดีถวายสัตย์กับฉันยังพอว่า ยังยกอาวุธมาทำร้ายฉันอีก หรือนี่ไม่ใช่การทรยศ?”พริบตานั้นความพร่าเลือนก็ปราศนาการหายไปทั้งหมดทำ ให้ข้ามองเห็นได้อย่างแจ่มชัดอีกครั้ง ภาพของรัชทายาทที่ร่ำไห้ท่ามกลางสายฝนสีแดงในวันนั้นสะท้อนลงบนใบหน้าของคน ตรงหน้าในทันที นี่ข้ามัวลังเลสงสัยอะไรอยู่ ผู้ที่ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดแบบนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คนผู้นี้คือ...รัชทายาท...ของข้า...

   “นายจะทรยศฉันเหรอ! อัศวินใต้บังคับบัญชาของฉัน!”ไม่..ข้าจะไม่ทรยศท่าน ข้าจะ..ข้าจะ...ปกป้องท่าน....

   “ไม่!”ข้า แทบจะขว้างดาบในมือทิ้งไปในทันทีแต่แล้วความเจ็บปวดที่แล่นเข้ามาในหัวกลับ ทำให้ข้าถือกับปล่อยมือดาบเองอย่างไม่ตั้งใจ ความเจ็บปวดที่เหมือนกับตราตรึงอยู่ในสมอง ความเจ็บปวดที่ราวกับฉีกกระชากทั้งหัวใจและอารมณ์ความรู้ให้ขาดออกจากกัน ข้ากำลังจะลืมรัชทายาทอีกแล้วเหรอ...

   ไม่นะ...ข้าไม่อยากลืม....ข้าไม่ต้องการที่จะลืม ข้าอยากอยู่เคียงข้างรัชทายาท ข้าอยากจะปกป้อง....ปกป้อง....

   “ฉัน ยอมแพ้! ได้ยินมั้ย ฉันยอมแพ้ รีบหยุดเดี๋ยวนี้!”เสียงที่แสดงถึงความร้อนรนดังขึ้น ฉุดรั้งให้สติของข้ายังคงอยู่ไม่จางหายไปดังเช่นทุกสิ่งที่เริ่มไม่หลงเหลือ อยู่ในหัว

   “ปล่อยมอส อีย์ไป”คราวนี้กลับเป็นเสียงอันแผ่วเบาราวกับเสียงเว้าวอน รัชทายาทท่านกำลังทำอะไร....ทำไมต้องทำหน้าอ้อนวอนและเจ็บปวดราวกับกำลัง ร้องขอชีวิตใครแบบนั้น...ท่านกำลังร้องขอชวิตให้ข้างั้นหรือ?

   หัวใจ ของข้าก่อเกิดความรู้สึกทั้งสองสิ่งปะปนกันทั้งความยินดีที่รัชทายาทถึงกับ ร้องขอชีวิตให้แต่อีกด้านหนึ่งข้ากลับเจ็บใจและเกลียดชังตนเองยิ่งนัก ข้าเป็นอัศวินของรัชทายาท ข้าจะต้องปกป้องรัชทายาทไม่ใช่ให้รัชทายาทมาปกป้องข้า เพราะความอ่อนแอของข้ากำลังชักนำรัชทายาทให้เข้าสู่อันตราย!
 
   รัชทายาทแพ้แล้ว....

   ทุกอย่างมันเป็นเพราะ ข้า เพราะความอ่อนแอของข้า เพียงเพราะข้ามันโง่เขลาอ่อนแอจนทำให้ถูกราชามังกรควบคุม ข้าถึงกับทำให้รัชทายาทต้องอ้อนวอนร้องขอชีวิตให้กับข้า!

   ข้า เหลือบเห็นพี่ชายวิ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วเท่าที่นักเวทร่างผอมบางจะทำได้ พี่ชายประคองข้าไว้แล้วตั้งใจจะพาไปหน่วยพยาบาลแต่ข้าก็ยกมือเป็นเชิงห้าม ก่อนจะบอกสถานที่ที่ข้าจะไป

   “พาข้าไปหารัชทายาท”ทันทีที่พูดจบพี่ชายทำหน้าเหมือนอยากจะด่าข้าแต่พอมองหน้าข้าแล้วก็เปลี่ยนใจยอมพาข้าเดินไปหารัชทายาท

   ตอน นี้ดวงตาของข้าแจ่มชัดยิ่งนัก รัชทายาทที่ยืนอยู่เบื้องหน้าข้าเป็นตัวจริงอย่างแน่นอน หากแต่กลับเปลี่ยนไปมากมายเหลือเกิน ความเย็นชาของรัชทายาทไม่มีหลงเหลืออีกต่อไป แม้สีหน้าจะแลดูหดหู่แต่ยามที่เห็นข้าเข้ามาใกล้แววตาก็ทอประกายโล่งใจมาก ขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวี่แววของความเสียใจที่ช่วยข้าไว้แม้แต่น้อยและแววตานั้นก็ทำให้ข้า เสียใจมากจริงๆ

   “ราชามังกรตรัสได้ถูก ท่านไม่เป็นผู้ใหญ่พอ รัชทายาท อัศวินใต้บังคับบัญชาดำรงอยู่เพื่อช่วยเหลือท่าน หากกลายเป็นตัวถ่วง นั่นเป็นเรื่องน่าอัปยศยิ่งกว่าตายซะอีกสำหรับอัศวิน!”ข้าถึงกับพูดออกมา ด้วยความโมโห ข้าไม่ได้โมโหรัชทายาท ข้าแค่โมโหตัวเองและกำลังพาลไปถึงรัชทายาท ข้าควรจะปกป้องท่านไม่ใช่ให้ท่านมาเสียสละเพื่อข้า

   ความเจ็บใจที่ อยู่ในอกกำลังทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยมจนน่าแค้นใจ ความเป็นตัวถ่วงช่างน่าอัปยศนัก ตั้งแต่เป็นอัศวินมาข้าไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองจะอ่อนด้อยไร้พลังอย่างน่า รังเกียจได้ถึงขนาดนี้ ข้าผลักพี่ชายออกช้าๆ ฝืนยืนเหยียดตัวตรง มองรัชทายาทให้เต็มตา

   รัชทายาททั้งที่ตัวก็เล็กกว่าข้าแต่กลับ แข็งแกร่งยิ่งกว่า ทั้งที่แบกรับความเจ็บปวดไว้มากมายแต่ท่านก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในหนทาง ที่ตนเองเชื่อมั่น แล้วข้าล่ะ...ข้าที่อ่อนแอน่าสมเพชมีเพียงความอัปยศเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไร กัน มือของข้ายกขึ้นทุบอกทำความเคารพแบบอัศวินให้กับรัชทายาทพร้อมกล่าวว่า

   “ขอ ให้ท่านโปรดพยายามให้ดี เป็นราชาผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน”และจนกว่าจะถึงวันนั้นข้าจะต้องแข็งแกร่ง ขึ้น แข็งแกร่งถึงขั้นที่ไม่เป็นตัวถ่วงและสามารถปกป้องท่านได้ ดวงตาของเราสองคนประสานกันนิ่งจนราวกับนิจนิรันดร์ สุดท้ายแล้วจึงเป็นข้าที่ละสายตาออกและเดินออกจากสังเวียนไปอย่างช้าๆพร้อม กับที่พี่ชายรีบเข้ามาช่วยประคองอีกครั้งหนึ่ง

   ข้าไม่รู้ว่า รัชทายาทเข้าใจความหมายของสิ่งที่ข้าพูดหรือไม่ แต่ข้าก็ไม่ได้รอเพื่อที่จะหาคำตอบนั้นตอนนี้ข้าอยากจะไปจากที่นี่ให้มากที่ สุดเพราะข้าไม่ต้องการจะเห็นหลักฐานที่แสดงถึงความอ่อนแอของตนเอง โดยเฉพาะความอ่อนแอที่มาจากจิตใจของตัวข้าเอง

   “ฉันว่าฉันเข้าใจนะ”เสียงของอัศวินจอร์โนดังขึ้นทำให้ข้าเผลอชะงักเท้าไปเล็กน้อย

   “นายช่วยเขาไว้ แต่กลับต้องแพ้การประลองสำคัญเพราะเหตุนี้”เสียงของเขาเงียบหายไปเพราะเสียงสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดต่อ

   “เขา จะต้องทั้งซาบซึ้งที่นายช่วย ทั้งหงุดหงิดที่ทำให้นายแพ้การประลอง หวังว่าต่อไปนายจะไม่ต้องมัวพะวงเพราะเขาอีก ความหมายของการเป็นอัศวินใต้บังคับบัญชาก็คือการปกป้องนาย ไม่ใช่เป็นตัวถ่วงนาย”

   “งั้นเหรอ”แว่วเสียงของรัชทายาทที่เหมือน กับยังไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน ข้าจึงหันกลับไปช้าๆแล้วมองรัชทายาทเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพยักหน้าแล้วเดิน จากไปพร้อมกับตัดสินใจจะไม่หันกลับไปอีก

   ข้าเลือกที่จะเดินจากไป ในวันนี้เพื่อที่จะเปลี่ยนตัวเอง ข้าจะต้องพยายามให้มากกว่านี้  จะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ จิตใจของข้าจะต้องมั่นคงและกล้าหาญให้มากกว่านี้เพื่อที่ข้าจะได้ไม่ต้องมา นั่งเสียใจภายหลังอีกต่อไปและเมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะกลับมาอยู่เคียงข้าง รัชทายาทอีกครั้ง

   เพราะงั้น...แล้วพบกันใหม่

   รัชทายาทของข้า....


-TBC-
 
รู้สึกเหมือนมีรังสีอำมหิตแผ่จากที่ไหนซักแหง่เหมือนจะบอกให้เรารีบเอาตอนใหม่มาด่วน- -"
 
ขอให้ค้างกันคนละนิดจิต(ไม่ค่อย)แจ่มใสนะคะ โฮะๆๆ/โดนเชือด
 
อย่าเพิ่งหมั่นไส้มอส อีย์กันนะคะ

edit @ 30 Nov 2011 14:18:24 by firay